Thursday, February 10, 2005

[FIC HBD Na-o] หนึ่งหน้าจากตำราสัตว์เลี้ยง โดย อคาชา

[FIC HBD Na-o]

หนึ่งหน้าจากตำราสัตว์เลี้ยง

***** โดย อคาชา,สำนักพิมพ์ ฮอกวอร์ต,10 ก.พ.2548*****


บทที่ 23 : สัตว์เลี้ยงและเจ้าของ

เขาว่าสัตว์เลี้ยงมักจะนิสัยเหมือนเจ้าของ - - - จริงรึเปล่าน๊า - - -

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+

- แฮร์รี่ -
“เดี๋ยว เฮ็ดวิก บอกแล้วไงว่าขอโทษ ...โกรธเรื่องอะไรอีกล่ะเนี่ยคราวนี้”ปีกสีขาวบินพึ่บพั่บขึ้นไปยังที่สูง ให้พ้นมือของเจ้าของ

เสียงนกฮูกสีขาวสะอาดร้องเสียงแหลมลงมาจากบนเพดานโรงนกฮูก ลั่นออกไปด้านนอกประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้

“ลงมาเหอะ น่า ...เฮ้อ ถ้าไม่พอใจก็แสดงออกมาตรงๆตั้งแต่แรกซะก็สิ้นเรื่อง นี่เล่นประท้วงด้วยการไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้แบบนี้จะรู้เรื่องกันมั้ยล่ะเนี่ย” ++มันพูดไม่ได้ฮับ แฮร์จัง++

ร่างบางส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ .....ไม่รู้ใครสอนให้เฮ็ดวิกขี้งอนขนาดนี้.....

พ่อมดคนดังทำท่าจะยอมแพ้นกฮูกของตัวเอง คิดจะตัดใจ ปล่อยให้เฮ็ดวิกได้สงบสติอารมณ์ซักพัก ทันทีที่หันกลับมาทางประตูโรงนกฮูก ดวงตาสีเขียวก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูงที่คุ้นตาเดินออกจากปราสาท ตรงมาทางเขา.......

.......พร้อมกับสาวๆบ้านสลิธิรินล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด!!

เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปหาหยุดชะงัก รอยยิ้มสดใสเหือดหายไปในพริบตา คิ้วขมวด กัดฟันที่ริมฝีปากแน่น มือที่กำอยู่เริ่มสั่นด้วยความโกรธ ดวงหน้าเนียนใสหันขวับ เดินหนีไปทางบ้านแฮกริดทันที!!!

.......ไอ้บ้า!ไอ้บ้า!ไอ้บ้า!ไอ้บ้า!.....


-แฮกริด -

ประตูกระท่อมท้ายปราสาทของอาจารย์ประจำวิชาดูแลสัตว์เวทมนต์ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับปิดตามหลังเสียงดังลั่น

“หวัดดี แฮร์รี่” แฮกริดยิ้มกว้าง ไม่ทันดูสีหน้าของคนถูกทัก รินชาใส่ถ้วยพร้อมกับส่งจานเค้กหินที่เหลืออยู่ให้“นั่งก่อนสิ แล้ว...คนอื่นๆไปไหนหมดล่ะ?”

“รอนกับเฮอร์ไมโอนี่ไปเดทที่ฮอกมี้ด”ร่างบางใช้ช้อนจิ้มลงไปบนเค้กแรงๆ(แต่มันก็ไม่เละซักนิด)ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

“อ้อ แล้วเธอไม่ไปเดทกับ...”

ตึง!!

ถ้วยชาในมือถูกวางลงอย่างแรงจนเศษกระเบื้องเคลือบลอกหลุดออกมาเป็นสะเก็ดๆ.....แต่แฮกริดก็ยังไม่รู้ตัว.... ++เดี๋ยวถูกเลาะกระดูกจนได้น๊า++

“โอ้ ท่าทางชาวันนี้จะอร่อย เอาเพิ่มละกันนะ........อ้าวแฟงก์ อย่ากวนสิ ฉันกำลังรับแขกอยู่นะ ....อะไร แกจะมาขู่ใส่ฉันทำไม.....อะไร?จะออกไปข้างนอก?แกนี่ไม่รู้เวลาเลย ออกไปก่อนไป ฉันยังไม่อยากออกไปเดินหรอกนะ”

แฮกริดไล่แฟงก์ที่เข้ามาพันแข้งพันขา ตอแยไม่เลิก ทั้งๆที่เจ้าของเริ่มรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว

“แล้วตกลงมัลฟอยไปไหนล่ะ แฮร์รี่ ปกติออกจะตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋”ร่างสูงจนเกือบติดเพดานถามด้วยน้ำเสียงและแววตาล้อเลียน ไม่ทันได้เอะใจถึงบรรยากาศน่ากลัวที่แผ่รังสีออกมาจากร่างบางตรงหน้า พลางหันไปดุแฟงก์ “แฟงก์!หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันชักจะโมโหแล้ว!”

อาจารย์ประจำวิชาสัตว์มหัศจรรย์หันไปยื้อสายจูง ลากแฟงก์ออกไปทางประตูหลัง ก่อนจะเดินบ่นงึมงำกลับเข้ามา “แฟงก์ชักจะนิสัยไม่ดีแล้ว มาตื๊อไม่เลิกตอนไม่ควรจะตอแยแบบนี้ - - ไม่รู้ไปติดมาจากใคร”

“เอาชาเพิ่มอีกมะ.....อ้าว?ไปแล้วเหรอ แฮร์รี่?เฮ้!เป็นอะไรไปน่ะ?”

ร่างบางเดินออกไปจากกระท่อมโดยไม่หันหลังมาตอบคำถามของเจ้าของบ้าน ทิ้งให้แฮกริดตะโกนโหวกเหวกตามหลังมา “เฮ้ เธอจะรีบไปไหนน่ะ แฮร์รี่ นัดกับมัลฟอยไว้เหรอ?”


- รอน & เฮอร์ไมโอนี่ -

“จะเลือกชิ้นไหนให้แฮร์รี่ดีล่ะ?”

“ฉันว่าเอาหนังสือเวทมนต์ร้านโน้นดีกว่า”

“นี่ยังไม่ถึงเวลาสอบซะหน่อย เอาไอ้นี่ดีกว่า - - ระเบิดเหม็นรุ่นใหม่”

ฮูก ฮูก ฮูก ~

เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว ~

ฮูก ~ เมี้ยว ~ ฮูก ~ เมี้ยว ~ ฮูก ~ เมี้ยว ~

“เงียบ ครุกแชง!แกกำลังทำให้พิคมันตกใจนะ”เสียงห้าวตวาดใส่แมวขนสีส้มพองฟูที่กำลังร้องเมี๊ยวเมี๊ยวไล่นกฮูกตัวจิ๋วบินฉวัดเฉวียนจากหลังร้านวนไปถึงประตู

“บ้าสิ! ครุกแชงมันพยายามจะต้อนพิคออกไปต่างหาก เธอไม่เห็นเหรอ รอน พิคมันบินไปทั่วจนเกือบจะทำของในร้านแตกหมดแล้วนะ”ฝ่ายผู้ล่าเชิดหน้าขึ้นรับเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาวผมฟู

“นี่!ขอโทษเหอะ ของที่พังครึ่งนึงมันเป็นเพราะเธอซุ่มซ่ามทำร่วงเองกับครุกแชงที่วิ่งชนด้วยนะ!เล่นไล่ต้อนแบบนี้ถ้าพิคมันตกใจจนบินเตลิดไปล่ะ ใครจะรับผิดชอบ เธอรึไง เฮอร์ไมโอนี่?”

“เฮอะ ทำอย่างกับนกฮูกงี่เง่าอย่างพิคจะมีปัญญาหนีออกจากบ้านงั้นแหละ”เฮอร์ไมโอนี่ชักเริ่มฉุนที่อกีฝ่ายโต้กลับ เด็กสาวเอื้อมมือไปอุ้มแมวของเธอขึ้นในอ้อมแขน

ฮูก!ฮูก!

นกฮูกงี่เง่าหยุดบิน ร่อนลงมาที่พื้นหน้าประตูส่งเสียงประท้วงคำดูถูก

รอนพยายามจะผิวปากเรียกให้พิคมาเกาะที่แขน แต่เจ้านกฮูกไร้การพัฒนานั่นไม่ยอมฟังอะไรเอาซะเลย

“พิค!”

......ไม่มีการตอบรับ.........

“ก็เพราะเธอไม่รู้จักห้ามเวลาที่มันทำผิดไง รอน มันถึงไม่ฟังเธอแบบนี้ ....งี่เง่าจริงๆด้วย เหมือนใครไม่รู้เนอะ”เฮอร์ไมโอนี่หันไปพูดกับแมวส้มในอ้อมแขน ขำภาพแฟนของเธอพยายามเรียกสัตว์เลี้ยงของตัวเอง แต่ดูท่าทาง นกฮูกตัวจิ๋วก็ยังไม่ยอมแม้แต่จะฟัง

รอนทำท่าฮึดฮัด ก่อนจะตรงเข้าไปหิ้วเจ้านกฮูกจิ๋วขึ้นมา ช่วยกันจ้องมองคู่เดทที่หัวเราะเยาะเย้ยอยู่อีกด้าน

“ก็พอกันแหละ!แมวขนฟู ขี้บ่น ชอบสั่งคนอื่น ทั้งที่จริงๆก็ซุ่มซ่ามตามแบบเจ้าของแหละ” ++เอ อันนี้มีแอบนินทานี่ แมวบ่นได้ที่ไหน?++

แล้วทั่งคู่ก็เถียงแว้ดๆใส่กัน ท่ามกลางสายตาของคนทั้งร้าน และเนวิลล์ ลองบัตทอม

“นี่เธอเป็นเพื่อนของสองคนนั้นสินะ จ่ายค่าเสียหายมาด้วยล่ะ ทั้งหมด...”

เนวิลล์ตาค้าง พยายามเรียกคนก่อเรื่องทั้งสอง แล้วก็ต้องถอดใจ หยิบของในกระเป๋าออกมาทั้งหมดมากองบนโต๊ะ รวมกับเทรเวอร์ที่พิคบินไปคาบซากมาจากหลังแจกันหน้าร้าน ที่ซ่อนตัวของเทรเวอร์

“เทรเวอร์ แกนี่ซวยพอๆกับฉันเลย ~”


-เดรโก –

“เนวิลล์ นายเห็นรอนกับเฮอร์ไมโอนี่รึเปล่า?”เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เนวิลล์ที่เดินตัวปลิวเพราะความเบาของกระเป๋าหันกลับไปมอง

“แฮร์รี่?ไหนบอกว่านัดกับ.......อึ๋ย!”เนวิลล์ทำคอย่น รู้สึกว่าเด็กน่ารักอันดับ 1 ของบ้านกริฟฟินดอร์น่ากลัวขึ้นมายังไงไม่รู้

“สองคนนั้นไปไหนเหรอ เนวิลล์”แฮร์รี่เดินเข้าไปหยุดตรงรั้ว ข้างๆเฮ็ดวิก(สงบศึกกันแล้ว)ที่ร่อนลงมาเกาะซี่รั้วไม้

“เถียงกันอยู่ที่ร้านขายของตรงโน้นแน่ะ”

ร่างบางเดินตรงไปยังร้านที่อีกฝ่ายชี้บอกพร้อมกับนกฮูกของตัวเอง แต่ยังไม่ทันถึงก็เดินไปปะทะกับคนๆหนึ่งที่ออกมาจากซอยเล็กๆทางขวาพอดี!เกือบจะชนกันจังๆ ถ้าอีกฝ่ายไม่หลบวูบ แต่นั่นก็ทำให้แฮร์รี่ที่ไม่ทันตั้งตัวล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้น!!!

“โอ๊ย!”แฮร์รี่อุทาน เจ็บแถวคางนิดๆ แต่ยังพอจะโวยใส่คนตรงหน้าไหว“เดินยังไงของนาย เซมัส!”

“เฮ้ย นายชนฉันเองนะ แฮร์รี่ ยังมาโมโหอีก”เซมัสตอบด้วยเสียงงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่น

“ช่างเหอะๆ ถอยไปได้แล้ว ฉันจะไปหารอน” แฮร์รี่ลุกขึ้นปัดกางเกง ดันร่างของเพื่อนให้หลีกทาง แต่อีกฝ่ายกลับยึดแขนเล็กๆไว้แน่น “อะไร?”

ร่างสูงพึมพำตอบเบาๆ ก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงมาหาคนที่คิดจะผละหนีในตอนแรก....

ผัวะ!!!

หนังสือเล่มหนาหนักถูกประเคนลงบนศีรษะที่ก้มลงไปหาใบหน้าขาวๆนั่น!

เซมัสทรุดลงไปนอนนิ่งกับพื้น!!!

แฮร์รี่เงยหน้ามองคนร้ายที่ยืนนิ่ง แต่ดวงตาสีเทาอมฟ้าคุกรุน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหงุดหงิด

“ทำอะไรของนายน่ะ!?”พอได้สติ ร่างบางก็ทรุดตัวลงไปดูอาการของเซมัส เมื่อเห็นว่าไม่เป็นอะไรมากก็หันมาเตรียมเล่นงานตัวการต่อ

“ก็มันจะทำอะไรนายล่ะ!”คนตรงหน้าบอกอย่างนั้น พลางก้มลงเก็บหนังสือมาปัดฝุ่นออก

“ทำอะไร?ก็จะดูแผลที่คางให้ฉันน่ะสิ!”เสียงใสตอบด้วยความหงุดหงิดปนไม่เข้าใจคำถาม

“.........”

ความเงียบเข้ามาปกคลุมลานว่างหน้าร้านขายของชั่วขณะ ก่อนที่ร่างสูงจะเดินตรงเข้ามาประชิด มือข้างหนึ่งล็อกต้นแขนบอบบางไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมมาเชยคางเล็กเพื่อดูบาดแผล ถอนหายใจโล่งอก เมื่อเห็นว่าแฮร์รี่ไม่เป็นอะไรมากกว่าแผลเลือดออกนิดๆ

“ปล่อยได้แล้ว!นายจะไปไหนก็ไปเลย!ฉันกำลังรีบ!”ความโมโหจากเรื่องเมื่อเช้าทำให้ร่างบางพยายามปัดมือของเดรโกออก แต่กลับไม่เป็นผล

“นายจะทำอะไรน่ะ เดรโก!?”แฮร์รี่ถามด้วยความงุนงง

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นพร้อมกับแววตาวับๆ ทำให้แฮร์รี่รู้สึกเสียใจที่ถามออกไป!!!!

เดรโกก้มลงใกล้ใบหน้าเนียน สบตาสีเขียวที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะแลบลิ้นเลียที่แผลเบาๆ...

ผิวหน้าสีน้ำผึ้งปรากฏสีเรื่อขึ้นที่แก้ม ขณะที่ร่างตรงหน้าก้มลงมาหาอีกครั้ง พร้อมกับที่ดวงตาสีเขียวค่อยๆปิดลง.....

ฮูก ~ ! ฮูก ~ ! ฮูก ~ !

นกฮูกเหยี่ยวสีขาวกระพือปีกบินลงมาเกาะที่ไหล่กว้าง ก่อนจะจิกลงที่ข้างใบหูอย่างแรง!!

“โอ๊ย!โอ๊ย!ฮอร์ค หยุด หยุด ฮอร์ค โอ๊ย!”เดรโกผละออกจากร่างตรงหน้าอย่างรวดเร็ว พยายามยื้อปีกกว้างๆนั้นออกห่าง พลางกุมใบหูที่ถูกจิกหลายรอบจนเป็นรอยแดง

กว่าจะสำเร็จก็เล่นเอาเสื้อเชิ้ตเนี้ยบๆของคุณชายแห่งตระกุลมัลฟอยยับยู่ยี่ไปหมด

แฮร์รี่มองการวิวาทเล็กๆระหว่างฮอร์คกับเจ้าของด้วยความขบขับ “ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”

“ไม่ตลกเลยนะ แฮร์รี่ ...อูย...ถึงไม่แรงเท่าไหร่แต่ก็เจ็บเหมือนกันนะเนี่ย ไม่รู้อยู่ๆเป็นอะไรของมัน”

แฮร์รี่พยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ ก่อนจะตอบ “มันหึงนายน่ะสิ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ นกอะไรตลกชะมัด เจ้าของจะเป็นเหมือนกันรึเปล่าเนี่ย ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”

ได้ยินเท่านั้นเดรโกก็นิ่งไป ก่อนจะบ่นอะไรพึมพำ

“พูดอะไรของนายน่ะ ไม่ได้ยิน”

ร่างสูงส่ายหน้ายิ้มๆ เดินจูงมือแฮร์รี่ตรงไปยังร้านบัตเตอร์เบียร์ที่อยู่ไม่ห่างนัก พลางผิวปากเรียกให้ฮอร์คและเฮ็ดวิกบินตาม ไม่สนใจเสียงหวานใสที่โวยวายประท้วงไปตลอดทาง.......

/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/

#Acacha#

HAPPY BIRTHDAY!!!!!!!!

สุขสันต์วันเกิด 10 ก.พ. 05 คับ นะโอคุง ขอให้มีตังค์เยอะๆมาให้น้องถลุงนะคับ

(โฮ่ๆๆๆ แก่ไปอีกปี ตอนนี้เราห่างกัน 4 ปีนะเฟ้ยยย ไม่ต้องมาเหมารวมว่าคนอื่นแก่ไปด้วย 555+)

ฟิคเรื่องนี้เขียนให้วันเกิดนะโอคุง เนื่องจากหมดตัวฮับ ++ ไม่มีตังค์ซื้อของแล้ววว ก็กะให้เป็นเรื่องที่หาความเครียด+สาระไม่ได้เลยซักนิดเดียว(ก็เขียนได้แต่แบบเนี้ยอ่ะ) นับว่าเป็นฟิคสั้นอีกเรื่องนึงที่เขียนให้เป็นฟิคสั้นจิงๆได้ (เฮ้อ) เรื่องนี้สดมั่กๆ คิดไปพิมไป เพราะงั้นถ้าภาษาแปลกๆไปก็ขอโทษจิงๆค่ะ มันสดอย่างที่บอก แล้วเดี๋ยวนี้ค่อนข้างติดสำนวนฟิคjrด้วย

ที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เพราะการ์ตูนที่อ่านเมื่อวาน ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว ของ ริกะ โยเนซาว่า

+อคาชา+

10 ก.พ. / 00.58 น.


Sunday, January 23, 2005

One Day with Harry Potter

1 วันของ‘เจ้านั่น’

7 : 00 รู้สึกตัวตื่นด้วยความเคยชิน แต่วันนี้วันอาทิตย์นี่นา - - นอนกอดเดรโกต่อดีกว่า

7 : 15 มีนกฮูกบินมาทางหน้าต่าง ใครส่งจดหมายมาแต่เช้าแบบนี้ เอื้อมมือไปดึงจดหมาย - - เดรโกที่นอนอยู่ข้างๆพลิกตัวหันไปอีกทาง พร้อมกับดึงผ้าห่มไปหมดเลย

7 : 20 ลุกขึ้นนั่งอ่านจดหมาย “นัดประชุมวางแผนเตรียมแข่งกับบัลกาเรีย วันนี้ 9 โมง ที่สนามซ้อม” - - ...เฮ้ โกหกน่า วันนี้เหรอ? - - เดรโกจะโกรธมั้ยเนี่ย?

7 : 21 เดรโกพลิกตัวไปปัดกรอบรูปบนโต๊ะข้างหัวเตียงหล่นลงมาดังโครม! - - ...โกรธแหงๆ

7 : 25 เดินเข้าไปอาบน้ำ มองบนชั้นใส่ของ...เจลอาบน้ำของเดรโกหมด

7 : 40 แต่งตัวเสร็จแล้ว แวะหอมเดรโกก่อนออกจากห้องนอน แต่เจ้าตัวไม่ตื่น เกือบลืมเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้

8 : 00 อยู่ในครัว ทำแซนด์วิชให้ตัวเอง แล้วก็ทำเผื่อของเดรโกด้วย

8 : 20 ออกจากบ้าน กังวลนิดๆ - - เดรโกเห็นโน้ตแล้วจะว่ายังไงก็ไม่รู้

8 : 55 ถึงสนามซ้อม เจอวู้ด รายนั้นบ่นใหญ่ว่าวันนี้มีนัดเดทซะด้วย แย่ชะมัด แฟนเขาโวยตายแน่ - - เดรโกก็คงโวยเหมือนกัน

9 : 00 โค้ชมา เริ่มประชุม - - ป่านนี้เดรโกคงตื่นแล้ว

9 : 54 ดูท่าจะประชุมยืดเยื้อ - - อยากโทรหาเดรโก แต่ออกไปไหนไม่ได้เลย

12 : 00 พักทานอาหารกลางวัน ถือโอกาสโทรกลับไปที่บ้าน แต่ไม่มีคนรับสาย - - ท่าทางเดรโกจะออกไปข้างนอก

13 : 00 ประชุมต่อ - - เดรโกออกไปไหนน๊า.....คงไม่ได้ไปดูหนังคนเดียวหรอกมั้ง

15 : 00 ประชุมเสร็จ ตั้งใจจะรีบกลับบ้านไปหาเดรโก แต่พอดี ศจ.ดัมเบิลดอร์เข้าลอนดอนมาประชุมที่กระทรวงแล้วแวะมาทักทาย เลยต้องไปดื่มชากับอาจารย์ก่อน

16 : 15 ขับรถผ่านมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ แวะลงไปซื้อเจลอาบน้ำให้เดรโก - - ต้องของโจ มาโลนเท่านั้นสินะ

16 : 40 ออกมาแล้วถึงนึกได้ว่าเย็นนี้ทำอาหารเย็นให้เดรโกกินดีกว่า ไหนๆวันก่อนก็ซื้อตำราทำอาหารฝรั่งเศสมา (เดรโกไม่รู้)

16 : 53 ไปซุปเปอร์มาเก็ต ซื้อปลากับเห็ด แล้วก็...ไวน์ขาว - - อืม กะว่าจะทำบรองดาดด์ ทรุฟเฟ่ ของโปรดเดรโก

17 : 20 มาถึงบ้าน รถอีกคันไม่อยู่ - -เดรโกยังไม่กลับมาอีกเหรอ?

17 : 25 เจอโน้ตแปะไว้ตู้เย็นว่า ‘ไปเที่ยว ไม่ต้องรอ’ - -....สงสัยว่าเดรโกจะโกรธจริงๆ

17 : 30 จานแซนด์วิชเมื่อเช้าวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว ก็เลยหยิบไปล้างก่อน - - ยังดีที่เดรโกยอมกินแซนวิช แสดงว่าคงไม่โกรธมาก

17 : 40 เริ่มเปิดตำราทำอาหาร ล้างปลากับเห็ดมาเตรียมไว้ ไม่ต้องใส่หัวหอม เพราะเดรโกไม่ชอบ

17 : 50 กำลังทำซอส เผลอทำหกใส่เสื้อ - - เวลาเดรโกเอาผ้าไปซักต้องบ่นแน่ๆ

18 : 14 เอาปลาเข้าเตาอบ แล้วเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เห็นบัตรเชิญงานเลี้ยงรุ่นของบ้านสลิธิริน - - ป่านนี้เดรโกคงอยู่ที่ร้านหม้อใหญ่รั่วสินะ

18 : 45 เดินเข้าครัวไปดู ท่าทางปลาจะสุกแล้ว นึกขึ้นมาได้ว่าลืมเจลอาบน้ำไว้ในรถ เดินออกไปเอา เจอโปรแกรมหนังวางอยู่ที่เบาะหลัง มีลายมือเดรโกเขียนวงๆบางเรื่องไว้ - - เรื่องที่เราอยากดูทั้งนั้นเลยนี่นา...

20 : 00 นั่งดูทีวีอยู่ รายการอีสต์เอ็นเดอร์ส์ที่เดรโกชอบมาพอดี อัดวีดีโอไว้ให้ดีกว่า

21 : 30 รายการจบ กำลังห่วงเดรโกว่ายังไม่กลับซักที ก็พอดีนกฮูกของเบลซส่งโน้ตมาให้“แฟนนายไม่ยอมกลับบ้านแน่ะ งอนอะไรก็ไม่รู้ รีบง้อซะล่ะ”

22 : 00 กำลังคิดว่าจะไปรับเดรโก แต่เปลี่ยนใจ...นานๆจะได้เจอเพื่อนซักที คงจะมีเรื่องคุยกันเยอะ

22 : 10 หยิบหนังสือมานั่งอ่านที่โซฟา รู้สึกเพลียนิดหน่อย คงเพราะวันนี้ประชุมยืดยาว - - เดี๋ยวเดรโกก็คงกลับแล้วมั้ง

22 : 30 เผลอหลับ เหมือนจะได้ยินเสียงรถเดรโกแว่วๆ

22 : 43 รู้สึกว่ามีคนมานั่งข้างๆ ก็เลยลืมตาตื่น เห็นเดรโกนั่งมองตาแป๋วอยู่ ท่าทางจะตกใจนิดๆ - - น่ารักจัง

22 : 44 ดึงเดรโกไปที่โต๊ะกินข้าว

22 : 50 นั่งมองเดรโกกินอาหารเย็นเพลินไปหน่อยเลยโดนดุว่า “ไม่รีบกินเดี๋ยวก็เย็นหรอก!”

22 : 59 กินข้าวกันเสร็จแล้วรีบเก็บโต๊ะ เห็นเดรโกไม่ชอบล้างจานเพราะมันเหม็นคาว ก็เลยจัดการเองดีกว่า

23 : 30 นั่งดูรายการรอบดึกด้วยกัน เดรโกทำจมูกฟุดฟิด ย่นหน้าแล้วบอกว่า “เหม็นจะตาย ไปอาบน้ำซะ!”

23 : 35 แชมพูขวดใหม่วางอยู่ที่ชั้น - -เดรโกคงซื้อให้วันนี้ล่ะมั้ง

23 : 53 ออกจากห้องน้ำมา เดรโกจะเข้าไปอาบบ้างก็เลยเตือนให้หยิบเจลอาบน้ำที่โซฟาเข้าไปด้วย

24 : 40 นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เดรโกอาบน้ำเสร็จแล้ว - - ตัวหอมจังเลย…

24 : 42 เดรโกมานั่งที่เตียง หันหลังให้ ก็เลยพลิกตัวไปกอด แล้วบอกเรื่องพรุ่งนี้ลาหยุด ไปดูหนังกันดีกว่า

24 : 43 เดรโกยังทำหน้าบึ้งอยู่ ก็เลยหอมแก้มไปอีกที สุดท้ายมังกรน้อยแสนงอนเลยพยักหน้า บอกว่า “ก็ได้”- - หน้าแดงเชียว หึหึ

24 : 45 ปิดไฟ เข้านอน

/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/

#Acacha#
มาอีกแล้ววววว ตอนนี้ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเลย 1 หน้ามานิดหน่อย(ประมาณครึ่งหน้า) พล็อตของคราวนี้เริ่มต้นในร้านขนมจีนแถวบ้าน อิอิ ไม่รู้จะมีใครสังเกตรึเปล่าว่าเรื่องนี้ตารางเวลาแต่ละช่วงมันมีอะไรไม่ธรรมดา(เป็นแผนของคนแต่งเองแหละ) นะโอคุงชอบหาฉากเซอร์วิสอยู่เรื่อย นี่ถ้าไม่ห้ามไว้บ้างคงเลยเถิดไปโน่น - - ไม่รู้ไปอ่านอะไรมา ถึงอยากเขียนฉากหวานจริงจริ๊งงง

#Na-O#
อยากเขียนฉากเซอร์วิสให้เรื่องนี้เยอะๆ เพราะชีวิตช่วงนี้อับเฉา แต่โดนเบรกซะก่อน เหอ เหอ ว่าแล้วสิ่งที่อยากจะบอกคือ IF ไม่ได้ลงอีกแล้วอ่า ขออำภัยอย่างแรง อาทิตย์ที่ผ่านมาเหนื่อย+เครียดมากจริงๆ ฮือ~ วันนี้ก็เพิ่งไปซ้อมคาราเต้มา (หลังจากที่ห่างเหินไปนาน) ล้าเลย เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวสุดๆ ---แต่ได้เจอเด็กผู้ชายญี่ปุ่นคนนึงหน้าว๊าน หวาน (ช่างปลุกพลัง Y และพลัง L จิงๆ) ไว้วันหลังจะเอารูปมาให้ดูน๊า


Thursday, January 20, 2005

[Short Fic] One Day with Draco Malfoy

***1 วันกับ เดรโก มัลฟอย***

8 : 00 ตื่นนอน (ค่อนข้างสาย เพราะเมื่อคืนนอนดึก)

8 : 15 เดินเข้าห้องน้ำ

9 : 00 แต่งตัวเสร็จ - - เจอโน้ตของ‘คนบางคน’แปะอยู่ที่กระจก “โค้ชนัดซ้อมพิเศษ วันนี้ไปไม่ได้แล้ว ขอโทษนะ” - - ไอ้บ้า!!

9 : 05 เจออาหารเช้าวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว - - เชอะ!

9 : 10 นั่งกินแซนด์วิชนั่นอยู่หน้าทีวี - - - รายการตอนเช้าๆของพวกมักเกิ้ลมีของแปลกๆมาให้ดูประจำ

10 : 30 ออกจากบ้าน ขับรถไปหาที่ชอปปิ้งเล่น - - ‘คนเดียว’

11 : 00 เดินหิ้วของไปเก็บท้ายรถ นึกขึ้นมาได้ว่า - - แชมพูของ...... หมด - - เดินกลับเข้าไปซื้อ

11 : 10 จ่ายเงินแล้วถึงนึกขึ้นมาได้ว่า - - จะซื้อให้ทำไมก็ไม่รู้!

12 : 30 นั่งอยู่ในร้าน “ริตซ์” - - อยากกินบรองดาดด์ ทรุฟเฟ่แต่เห็นเชฟบอกว่าวันนี้ปลาไม่สด ก็เลยสั่งสลัดกับพายเมริโดนาลแทน

13 : 40 อ่านแมกกาซีนฮาร์เปอร์’ส์ แอนด์ ควีนอยู่ข้างน้ำพุในสวนสาธารณะ - - ที่จริงตอนนี้ควรจะนั่งอยู่ในโรงหนังพร้อมกับกินปอปคอร์น แต่... - - เฮอะ!ลืมมันซะเหอะ

15 : 15 มีนกฮูกบินผ่านมาพร้อมกันร่อนจดหมาย เชิญไปงานเลี้ยงรุ่นของบ้านสลิธิริน ที่ร้านหมอใหญ่รั่ว วันนี้ ตั้งแต่ 6 โมงเย็น - - ก็ดี ยังไงวันนี้ก็อยู่คนเดียว

16 : 00 กลับบ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้า + ทิ้งโน้ตไว้ให้...... ว่า “ไปเที่ยว ไม่ต้องรอ”

16 : 45 เบลซส่งจดหมายมาบอกว่าให้ไปรับด้วย เพราะไม้กวาดเสีย

17 : 10 แวะไปรับเบลซ

17 : 50 ถึงร้านหมอใหญ่รั่วก่อนเวลา เจอศาสตราจารย์สเนป (อาจารย์ไม่ชอบมาสาย) นั่งคุยรอพวกเพื่อนๆ

18 : 10 คนทยอยกันมา แพนซี่ขนไวน์มา 2 ลัง - - รสชาติใช้ได้

19 : 00 มากันครบทุกคนแล้ว - - ทำไมเจอหน้าใครมีแต่คนถามถึง....... ทุกที!

21 : 25 เบลซถามว่า “ไม่กลับบ้านเหรอ?” - - กลับทำไมล่ะ ไม่มีใครรออยู่ซักหน่อย!

22 : 00 เริ่มมึน........กลับบ้านดีกว่า

22 : 30 ถึงบ้านแล้ว - - เพิ่งนึกได้ว่าลืมพาเบลซกลับด้วย--ช่างเหอะ

22 : 35 บนโต๊ะกินข้าวมีอาหารเย็นเตรียมไว้ - - บรองดาดด์ ทรุฟเฟ่.....ทำเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?

22 : 40 โต๊ะข้างโซฟามีถุงมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ข้างในมีเจลอาบน้ำของโจ มาโลน - - ลืมไปเลยว่าเจลอาบน้ำหมด

22 : 42 ทีวีเปิดค้างไว้ เจ้าของโน้ตเมื่อเช้านอนหลับอยู่ที่โซฟา - - ท่าทางยังไม่ได้อาบน้ำเลย....แหวะ เหม็น!

22 : 43 นั่งจ้องเพลิน อยู่ดีๆ‘เจ้านั่น’ก็ลืมตาขึ้นมา - - ตกใจจนลืมทำหน้าบึ้ง

22 : 44 โดน‘เจ้านั่น’ลากไปกินข้าวจนได้

22 : 50 ปลาอร่อยดี

22 : 59 ‘เจ้านั่น’เก็บจานไปล้าง

23 : 30 นั่งดูรายการรอบดึกด้วยกัน ก่อนจะไล่เจ้านั่นไปอาบน้ำ

23 : 53 เจ้านั่นออกมาแล้ว ก็เลยเปลี่ยนเข้าไปอาบบ้าง

24 : 40 แต่งตัวเสร็จแล้ว เดินออกมาจากห้องน้ำ เจ้านั่นนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

24 : 42 เตรียมตัวนอน เจ้านั่นเข้ามากอดแล้วก็บอกว่า พรุ่งนี้ลาหยุด ไปดูหนังกันเถอะ - - ตกลงรู้มั้ยเนี่ยว่าวันนี้โกรธ!!!

24 : 43 ......... (พยักหน้า) ..... ////// ก็ได้

24 : 45 ปิดไฟ เข้านอน

**************The End****************


#Acacha#
ฟิคสั้น(ของจริง)เรื่องแรก ความยาว 1 หน้าแป๊ะ(ถ้าไม่นับความพยายามเลื่อนกั้นหน้ากั้นหลังกันสนุก)ใช้เวลา 1 ชม.พอดี(ด้วยความเป็นพวกความจำสั้นคิดปุ๊บ ต้องเขียนทันที) เห็นรายการของกินของเดรโกเลยหิวมั่ง.....แต่ตอนนี้ตี1ครึ่งแล้วง่ะ....
ในที่สุดพวกเราก็เขียนเรื่องที่สั้นๆได้ซะที หลังจากหลายเรื่องที่น้ำท่วมเต็มไปหมด

#NaO#
วันนี้เครียด หมดแรงแต่งUML พอดีเพิ่งคุยกับไอ้ชาว่าเรานี่ไม่เคยแต่งฟิคสั้นได้เลยแฮะ EAว่าจะแต่ง 6 ตอน ก็ปาเข้าไป21 ตอน UMLว่าจะแต่งซัก 5 ตอน ปัจจุบันตอน 6 เพิ่งได้ครึ่งเรื่อง ไอ้ชาก็ใช่ย่อย กะจะแต่งฟิคJR ( J-pop) สั้นๆซักตอน เห็นว่า 20 หน้าแล้วเพิ่งจบ แถมทำซีรีส์ได้อีก - - สงสัยจะเป็นตระกูลขี้โม้ 555+
มุขนี้คิดได้ตอนอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จก็เลยเดินมาบอกไอ้ชาแล้วก็ช่วยกันแต่ง ตอนเที่ยงคืนครึ่ง นอนดึกเรย

Sunday, January 16, 2005

IF'Harry Potter, The Marauder Of Hogwart' vol 2 part 2

Part 2

จนตกเย็นแล้ว ผมก็ยังรู้สึกฉุนกับเหตุการณ์ในห้องปรุงยาตอนเช้าไม่หาย ไอ้บ้าพอตเตอร์! ไอ้ทุเรศ! กล้าดียังไงเอาเรื่องตอนที่ผม...เอ่อ...ผายปอด..ใช่...ผายปอดช่วยชีวิตมันนั่นแหละ! กล้าดียังไงขุดเรื่องนี้ขึ้นมา ผมอุตส่าห์พยายามลืมๆ ไปแล้วนะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็น...เอ้อ...เป็นครั้งแรกที่...โว้ย!....ไม่ต้องให้พูดได้มั้ย!

ดูท่าทางวันนี้หน้าผมคงบอกบุญไม่รับชัดเจนเลยละมั้ง เจ้าแครบกับกอยย์เลยพยายามเดินตามหลังโดยทิ้งระยะห่างไว้พอสมควร (คือหลบแว่บได้ทันทีถ้าผมว้าก) ส่วนยัยแพนซี่ที่ตอนแรกทำท่าจะเข้ามาวุ่นวายรอบตัวก็โดนไล่ (ด้วยสายตา) ไปตั้งแต่ตอนบ่าย จนถึงเวลาอาหารเย็นแล้วก็ยังไม่กล้าเข้ามายุ่งอีก...ดี...นับเป็นเรื่องดีเรื่องเดียวของวันนี้หรือเปล่านะ

เอ...หรืออาจจะเป็นโอกาสที่จะแอบหลบไปที่นั่นก็ได้ ผมฉุกคิดเลยหยุดเดินเมื่อเข้ามาในห้องโถงใหญ่พอดี

ตอนนี้นักเรียนและอาจารย์ทุกคนอยู่ที่โต๊ะกันหมดแล้ว รวมทั้งเจ้าพอตเตอร์ด้วย (ขอบคุณเมอร์ลิน หมอนั่นกำลังโดนเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์สวดด้วยเรื่องบางอย่างอยู่อย่างเคร่งเครียด คงไม่ได้สังเกตตอนผมเข้ามา) ผมหันกลับแล้วรีบเดินออกจากห้องโถง อาหารเย็นน่ะ ไม่เป็นไรหรอก---บ่อยไปที่ผมหมกตัวอยู่ในห้องสมุดโดยเว้นอาหารสักมื้อ ถ้าหิวมากเดี๋ยวกินขนมที่แม่ส่งมาให้จากบ้านรองท้องก่อนนอนก็พอ

กอยย์ซึ่งเดินตามหลังผมมาชะงัก “มัลฟอย....ไม่..ไม่กินข้าวเหรอ”

ผมโบกมือไล่เขากับแครบให้เดินไปที่โต๊ะ “ฉันนึกได้ว่าลืมหนังสือไว้ที่ห้องเรียน พวกนายไปกินก่อนเลยไป”

“จะ...จะให้เราเก็บอาหารเย็นไว้ให้ไหม ไม่ได้กินข้าวเดี๋ยวนายจะปวดท้องอีกนะ” แครบถามตะกุกตะกัก

ผมมองดูเจ้าคนติดตามร่างยักษ์---ถึงพวกมันจะโง่ไปหน่อย แต่ก็ยังมีแก่ใจเป็นห่วง รู้ว่าผมเป็นโรคกระเพาะอ่อนๆ อยู่ (นั่นเพราะผมแค่เครียดเกินไปนิดช่วงสอบเท่านั้นแหละน่า) ผมยิ้มออกมานิดหนึ่ง “เก็บขนมปังกับนมไว้ให้ฉันก็พอ ขอบใจ” พูดแล้วก็รีบผละออกมาจากห้องโถงก่อนที่อาจารย์คนไหนจะทันสังเกตเห็น

ที่หมายของผมไม่ใช่ห้องเรียนหรอก ก็ผมไม่ได้ลืมหนังสือไว้อย่างที่บอกเจ้าสองคนนั้นนี่นา ผมรีบเดินออกจากปราสาท แล้วตรงไปยังเรียนเพาะชำของศาสตราจารย์สเปราต์ต่างหาก

ยังไม่ได้บอกใช่ไหม ว่านอกจากวิชาปรุงยาแล้ว อีกวิชาที่ผมเรียนได้ดีที่สุด คือวิชาสมุนไพรศาสตร์ ผมทำคะแนนคู่คี่มากับยัยเกรนเจอร์เลยล่ะ (รองจากพวกเราคือเจ้าลองบอตท่อม ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจมากในตอนแรก) ศาสตราจารย์สเปราต์เลยสั่งให้เราสองคนเป็นคนดูแลเรือนเพาะชำของนักเรียนปี 6

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมมีกุญแจเปิดเรือนกระจกเพาะชำอยู่ในมือ แต่ผมไม่ได้มาดูแลเรือนเพาะชำหรอกนะ วันนี้เป็นเวรของเกรนเจอร์ เมื่อเช้าหล่อนคงจะลากเอาเจ้าวิสลีย์ แฟนซื่อบื้อมาช่วยทำงานเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว พูดถึงคู่นี้ ไม่รู้ว่าตกลงคบกันเข้าไปได้ยังไง---แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเสียเวลาคิดหาคำตอบ

อากาศภายในเรือนกระจกค่อนข้างอุ่นด้วยเวทมนต์ควบคุมอุณหภูมิตลอดปี ต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบบดบังแสงจากภายนอกจนเหลือเพียงเงาสลัว แต่คนที่เดินอยู่ในนี้จนชินแบบผมแทบไม่ต้องอาศัยแสงไฟช่วยก็รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ

ผมเดินเข้าไปยังมุมด้านในส่วนที่ลึกที่สุด ตรงนั้นมีช่องแยกเป็นสองทาง ด้านซ้ายของผมและด้านขวาของเกรนเจอร์ เป็นที่พิเศษที่อาจารย์สอนวิชาสมุนไพรศาสตร์ยกให้เราสองคนไว้ใช้ทำการศึกษาค้นคว้าส่วนตัวได้ เป็นรางวัลในฐานะนักเรียนที่ทำคะแนนดีเยี่ยม 6 ปีซ้อน

ผมไม่เคยเห็นว่าแกรนเจอร์ทดลองเรื่องพืชชนิดไหน (แต่คาดว่าหล่อนคงทำเรื่องการพัฒนาศักยภาพของต้นแมนเดรก---สังเกตจากที่เคยเห็นตั้งหนังสือข้างตัวยัยนั่นในห้องสมุดน่ะนะ) ส่วนแกรนเจอร์ก็ไม่คิดจะมาวุ่นวายกับงานส่วนตัวของผม เป็นการให้เกียรติในฐานะคนทำการวิจัยเหมือนกันละมั้ง แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้เสวนากันนักก็เถอะ

พูดถึงการวิจัยของผม...มันเกือบจะไม่ใช่การค้นคว้าด้วยซ้ำ เป็นการทดลองที่ออกจะ...ไร้สาระ...ไร้สาระจนต้องปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้ แม้แต่ศาสตราจารย์สเปราตหรือเพื่อนในบ้าน....

ก็ผมไม่อยากถูกใครหัวเราะเยาะว่าเป็นเด็กอมมือที่ยังเชื่อเรื่องเพ้อฝันนี่นา!

กำแพงมนต์ที่ปิดกั้นพื้นที่ส่วนของผมมีสีเขียวเรื่อๆ (ของแกรนเจอร์เป็นสีแดงเลือดหมู ไม่คิดเหมือนกันว่าการปลูกฝังความเป็นบ้านนิยมของฮอกวอร์ตจะได้ผลขนาดนี้) มันเป็นผนังบางๆ ที่แสงและอากาศผ่านได้ แต่คนภายนอกจะไม่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นว่าข้างในนั้นมีอะไร นอกเสียจากเจ้าของกำแพงที่เสกมนต์จะบอกรหัส หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นคนที่มีพลังเวทมนต์มากๆ แบบพวกอาจารย์เท่านั้น

“Just Pure Blood, for eternity” ผมพึมพำรหัส...มันก็แค่ไม่มีอะไรพิเศษหรอก แค่รหัสของหอที่ยกเลิกไปแล้ว ผมขี้เกียจคิดอะไรมากน่ะ ยังไงก็คงไม่มีใครสนใจอยากจะดูงานทดลองเรื่องสมุนไพรของเด็กปี 6 หรอกน่า

ผนังบางๆ จางหายไป เมื่อผมเดินผ่านเข้าไปข้างในแล้ว ผนังนั้นก็กลับมาอีกครั้ง พื้นที่ส่วนตัวของผมไม่กว้างเท่าไรนัก น่าจะซัก 2 x 3 เมตรได้ละมั้ง แล้วก็มีแค่โต๊ะตัวเดียวตั้งอยู่ตรงกลาง ผมเดินไปที่โต๊ะตัวนั้น

กระถางที่มีต้นกล้าเล็กๆ กระถางหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ผมก้มหน้าลงพิจารณามันใกล้ๆ โตขึ้นอีกหน่อยหรือเปล่านะ...ผมอดหวังไม่ได้ ลำต้นบอบบางสีน้ำตาล กับก้านเรียวที่มีใบไม้รูปร่างเหมือนกับดาวหกแฉกเล็กๆ ผมยิ้มเมื่อมองเห็นยอดอ่อนผุดขึ้นมาจากตาไม้

“ดีจริง” ผมคิดก่อนจะวางมือเหนือต้นไม้ต้นเล็กนั่น สูดลมหายใจลึกแล้วค่อยๆ ดึงสมาธิไปที่ฝ่ามือ มีแสงสว่างวาบขณะที่มือของผมอุ่นขึ้น กิ่งของต้นไม้ไหวพริ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับที่ผมละมือออกมา คราวนี้ใบเล็กๆของมันดูชุ่มชื่นราวกับเพิ่งถูกรดน้ำมาหมาดๆ ผมยิ้มออกมาเมื่อมองมัน

“โตเร็วๆนะ”

ผมนั่งมองใบสีเขียวอ่อนของต้นกล้าอ่อนนั้นเงียบๆ ......ลักษณะธรรมดาของมันคงทำให้หลายคนมองผ่าน แต่สำหรับผม กว่าจะทำให้มันโตขึ้นมาได้ขนาดนี้ไม่ง่ายเลยนะ...

ต้นอเคเชียเป็นต้นไม้พิเศษ มันไม่ต้องการปุ๋ย น้ำ หรือแม้แต่แสงแดด สิ่งที่ทำให้เจ้านี่เจริญเติบโตได้มีเพียงพลังเวทมนต์เท่านั้น ต้องเป็นเวทมนต์ที่กล้าแข็งและต้องค่อย ๆ ให้อย่างสม่ำเสมอพอเสียด้วย ถ้ามากเกินไปหน่อยหรือน้อยเกินไปสักนิด มันจะตายทันที

ผมไล้นิ้วแตะใบรูปดาวหกแฉกนั้นเบา ๆ...4 ปีแล้วสินะ ที่คอยประคบประหงมเจ้าต้นไม้นี่มา ตั้งแต่ผมได้เมล็ดของมันโดยบังเอิญตอนตามพ่อไปตรอกน็อกเทิร์น (พ่อผมมักจะไปที่นั่นเป็นครั้งคราวเพราะเรื่อง ‘ธุรกิจของตระกูล’) แม่มดแก่ๆ ท่าทางมอมแมมคะยั้นคะยอพ่อให้ซื้อมัน แต่เขาปฏิเสธและหันหลังเดินเข้าร้านขายของเก่าไปอย่างไม่แยแส ยายแก่คนนั้นเลยหันมาทางผมแทน

ที่จริงผมไม่ได้สนใจไอ้เมล็ดแห้งๆ ที่อยู่ในห่อผ้าเก่าๆ นั้นหรอก แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมรับมันโดยเสียเงินค่าขนมไปหลายกิลเลียน (ทำให้ชวดหนังสือที่ตั้งใจว่าจะซื้อที่ร้านตัวบรรจงและหยดหมึกไปถึงสองเล่มเลย) อาจจะ...เป็นเพราะสายตามุ่งมั่นแปลกๆ ของแม่มดคนนั้นก็ได้ละมั้ง

เธอจะไม่เสียใจที่ได้มันไป...หนุ่มน้อย...ดูแลมันให้ดีนะ...

หลังจากได้มันมา ผมเพียรใช้เวลาช่วงปิดเทอมที่เหลือตรวจดูว่าเจ้านี่มันเมล็ดของต้นอะไรกันแน่ และมาได้ข้อสรุปจากหนังสือตำราสมุนไพรโบราณในห้องสมุดของพ่อว่า...มันอาจจะเป็นอเคเชีย ต้นไม้ในนิทานปรัมปราเก่าแก่....พฤกษาแห่งความเป็นนิรันดร์

หลังจากนั้นผมก็เอาเมล็ดพวกนั้นไปเพาะ พยายามถ่ายพลังเวทย์ให้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ประคับประคองมันมาโรงเรียนด้วยโดยวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แต่ระยะหลังยัยแพนซี่พยายามมาวุ่นวายในห้องนอนอีกแล้ว พอดีผมได้พื้นที่ในเรือนเพาะชำ ผมเลยย้ายมันมาเก็บไว้ที่นี่ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าต้นอเคเชียนี้จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตนานแค่ไหนหรือจะให้ผลอะไร ผมแค่อยากเลี้ยงมันให้โต…ก็แค่นั้น

ผมเดินออกมาจากเรือนเพาะชำ ไม่ลืมที่จะปิดประตูใส่กุญแจไว้ตามเดิม อากาศภายนอกหนาวเยือกจนต้องกระชับเสื้อคลุมแน่นแล้วรีบเดินเข้าไปในปราสาท ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว ผมไม่อยากเสี่ยงกับการถูกหักคะแนนบ้านเพราะไม่เข้าหอตามเวลา รู้สึกปวดท้องนิดๆ ด้วย เจ้ากระเพาะตัวดีคงจะทำพิษอีกแล้วนั่นแหละ

“จะรีบไปไหนน่ะ”

เสียงพูดจากระเบียงทางเดินด้านหน้าทำอาผมสะดุ้งโหยง รีบหลบแว่บเข้าไปตรงมุมซอกที่เก็บอุปกรณ์ของฟิลช์...ไม่มีคนเดินผ่านมา

“น่า...อยู่อีกแป๊บนึงนะ”

เสียงพูดดังขึ้นอีก เสียงหงุงหงิงแบบนี้ พวกนักเรียนหญิงแน่ๆ

“มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ ฉันไม่มีเวลาทั้งคืนนา” เสียงอีกเสียงตอบแบบหน่ายหน่อยๆ....คราวนี้เป็นเสียงของผู้ชาย ผมค่อย ๆ ยื่นหน้าไปมองตรงระเบียง แสงจากโคมริมทางเดินส่งให้เห็นร่างสูงที่ยืนกอดอกทำหน้าเซ็งอยู่

แฮร์รี่ พอตเตอร์...ออกเพ่นพ่านตอนกลางคืนแบบนี้เสมอหรือไงนะ....ผมคิด พยายามเพ่งมองคู่สนทนาของเขา แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ในเงามืดจนเห็นเพียงรูปเงาของเธอเท่านั้น

“โธ่ แฮร์รี่ เธออย่าเย็นชากับฉันแบบนี้สิ” เสียงพูดของฝ่ายนั้นเริ่มสั่นเครือ แต่สีหน้าของไอ้หัวยุ่งนั่นยังเหมือนเดิม แถมยังถอนใจเฮือกอีกต่างหาก

“ถ้าเธอจะร้องไห้อีกละก็ ฉันไม่คุยด้วยแล้วนะ”

เฮ้ย พูดกับผู้หญิงแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย! ผมขมวดคิ้ว รู้หรอกนะว่าหมอนี่เนื้อหอมแล้วก็เจ้าชู้ แต่การตัดรอนผู้หญิงที่กำลังร้องไห้แบบไร้เยื่อไยขนาดนี้ เด็กบ้านสลิธิรินยังไม่ทำเลยด้วยซ้ำ

“แฮร์รี่บ้า!!!!! ทั้งที่ฉันอุตส่าห์ออกมาหาเธอแท้ๆ ฮือๆๆๆๆ โฮๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เด็กผู้หญิงในเงามืดกรีดร้องเสียงแหลมปรี๊ดจนผมต้องอุดหู ดูท่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ซึ่งอยู่ใกล้จะได้รับผลกระทบมากกว่า เขาอุดหูแล้วพยายามตะโกนแทรกเสียงนั้น

“พอได้แล้ว เมอร์เทิล จะให้พูดกี่ครั้งห๊ะ ว่ายังไงฉันก็ไม่ไปอยู่ที่ห้องน้ำหญิงกับเธอหรอก!!!!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด”เสียงสูงแหลมลากยาวแสบแก้วหูไปหมด ก่อนที่ร่างโปร่งแสงของเด็กนักเรียนหญิงสวมแว่นหนาแถมถักเปียสองข้างจะลอยวูบออกมาจากมุมมืดผ่านตัวผมขึ้นไปยังชั้นสามของปราสาท

มันเหมือนมีลมเย็นวูบผ่านไป ทำเอาผมเผลอเกาะมุมผนังที่แอบอยู่ไว้แน่น หลังจากร่างจางๆเหมือนควันนั้นลอยหายไปแล้ว ภาพที่อยู่ตรงหน้าผมก็กลายเป็นหน้าของพอตเตอร์ที่มองตามต้นเสียงโหยหวนนั้นมาเจอผมพอดี หมอนั่นเบิกตาโต คงไม่คิดว่าจะได้เห็นคนดูที่ไม่ได้รับเชิญยืนเกาะกำแพงโผล่หน้าออกมาจากซอกอย่างนั้นละมั้ง

ด้วยสัญชาติญาณ ผมหลบวูบกลับเข้าไปในซอกเก็บอุปกรณ์ของฟิลช์

เงียบ...ก่อนจะมีเสียงถามแบบอึ้งๆ

“เดรโก?.....เอ่อ.....ฉันว่าไม่ต้องหลบก็ได้มั้ง”

นั่นสิ...ผมก็ว่างั้นแหละ...จะเผ่นก็ไม่ทันซะแล้วนี่ เลยต้องก้าวออกมาจากซอกมืดแบบจำใจ คนที่ยืนอยู่ที่ระเบียงคงหายตกใจแล้ว ไอ้ลูกกะตาสีเขียวนั่นกระพริบปริบๆ แถมปากยังยิ้มขำท่าทางกระอักกระอ่วนของผมด้วยซ้ำไป

ผมกระแอมอยู่ในลำคอ 2-3 ครั้ง พยายามปรับสีหน้าและเสียงให้นิ่งบ้าง ก่อนจะถาม “เอ่อ...เมื่อกี้...อะไรน่ะ?”

พอตเตอร์ยักไหล่ “ก็.....แค่เมอร์เทิล.....ผีที่สิงอยู่ในห้องน้ำหญิงชั้นสามน่ะ” พูดแล้วเจ้าหมอนั่นก็ส่ายหัวก็อกแก็กไปมา “ยัยนั่นเคยเรียนที่นี่ตั้งแต่สมัยก่อนโน่น ดูเหมือนจะถูกแกล้งหรือไงเนี่ยแหละ เลยชอบหลบไปร้องไห้ในห้องน้ำ ทีนี้พอประสบอุบัติเหตุตายวิญญาณเลยไม่ไปไหนไง”

คนที่เคยแต่ก่อกวนคนอื่นเวลานี้กลับต้องมาทำหน้าอธิบายลำบาก

“ฉันเคยเข้าไปสำรวจทางลับที่นั่นครั้งหนึ่ง อย่ามองแบบนั้นดิ ห้องน้ำนั่นเค้าไม่ใช้กันแล้วน่า ไปเจอเมอเทิลกำลังนั่งร้องไห้อยู่พอดี ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นผีก็เลยกะจะเข้าไปปลอบซะหน่อย หลังจากนี้ไม่รู้ทำไมยัยนั่นถึงชอบตามฉันอยู่เรื่อย” พูดแล้วยังทำหน้าสงสัยอีกแน่ะ.....

........ก็ยัยผีสาวนั่นชอบนายน่ะสิ! ให้ตายเถอะ ตัวกวนไร้สาระอย่างมันเสน่ห์แรงขนาดนี้เชียวเรอะ......

ผมคงจะคิดเพลินไปหน่อย เผลอแป๊บเดียวร่างสูงๆของไอ้คนที่ยืนอยู่ที่ระเบียงก็เข้ามายืนชิดแล้ว เฮ้ย เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

“ว่าแต่...นายมาทำอะไรที่ระเบียงดึกๆ ดื่นๆแบบนี้ล่ะฮึ เดรโก” ถามไม่ถามเปล่า ไอ้แขนยาวๆนั่นยังยันกำแพงข้างหลังผมไว้ ไม่ให้แอบหลบออกไปได้เหมือนเมื่อเช้าอีก

“ฉัน...ฉันไปห้องสมุด..” ผมพูดอึกอัก พยายามเบี่ยงตัวออกห่าง

“ห้องสมุด?” หมอนั่นเลิกคิ้วถามแบบไม่เชื่อ....เออสิ ฉันจะไปห้องสมุดหรือไปที่ไหนมันธุระอะไรของนายหรือไง ผมได้แต่คิดยังไม่ทันตอบก็ต้องสะดุ้ง เพราะหมอนั่นใช้มืออีกข้างที่ว่างเขี่ยปลายผมของผมเบา ๆ “ผมนายเย็นเจี๊ยบเลย ออกไปข้างนอกมาใช่ไหม คุณพรีเฟ็ค” เสียงถามแบบเป็นต่อ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย!” ผมกระแทกเสียงแล้วก็ต้องนิ่วหน้า ปวดท้องอีกแล้ว...เครียดเป็นไม่ได้เลยนะ

สีหน้าพอตเตอร์คลายยิ้ม“เป็นอะไรน่ะ?”

ผมกดมือลงที่ท้องพยายามกัดฟันฝืนความเจ็บเสียด “ไม่มีอะไร...ฉันจะกลับหอล่ะ...หลีกทาง..”

“นายปวดท้องเหรอ” พอตเตอร์ถาม หมอนั่นไม่ได้ยิ้มเยาะอย่างที่ผมนึกว่าเขาจะทำ ตรงข้ามมันกลับดูเหมือนจะมีแววกังวลด้วยซ้ำ “กระเพาะกำเริบใช่ไหม นายไม่ได้กินข้าวเย็นนี่นา”

“ช่างเหอะ”ผมรีบตัดบท หมอนี่รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นโรคกระเพาะ แถมยังสังเกตอีกว่าผมไม่ได้กินข้าว?“เดี๋ยวก็หาย...”
“ได้ไงเล่า!มานี่เร็ว”พูดแล้วร่างสูงที่ยืนชิดนั่นก็ดึงข้อมือลากผมไปตามระเบียง ผมพยายามโวยวาย “เดี๋ยว!อะไรของนายพอตเตอร์!ฉันจะกลับหอ”มือที่ลากอยู่ทำไมมันแข็งนักนะ ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก

“อย่าเสียงดังได้มั้ย เดี๋ยวฟิลช์ก็ได้ยินพอดี”เขาปากจิ๊จ๊ะแบบขัดใจ แล้วดึงผมเดินลิ่วๆ ต่อไปจนถึงระเบียงด้านหลังโรงเรียน พอมาถึงก็ดันผมหลบผลุบเข้าไปในซุ้มวางรูปภาพที่อยู่ริมหน้าต่าง เจ้าตัวกวนนั่นปล่อยมือจากผมลงไปนั่งคุ้ยตะกร้าที่วางอยู่ตรงมุมห้อง

“นายลากฉันมาที่นี่ทำไม” ผมพยายามกระซิบถาม กลัวเจ้าฟิลช์จะมาได้ยินเหมือนกัน

ร่างสูงนั่นไม่ตอบแต่กลับทำเสียงพึมพำกับตัวเอง “เอ...สั่งให้เอามาด้วยแล้วนี่นา” ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงผมถามอีกต่างหาก

“พอตเตอร์ ฉันถามว่านายพาฉันมาที่นี่ทำไม!” เสียงชักห้วนแล้วนะ มันจะมาหาเรื่องอะไรให้ผมอีกมั้ยเนี่ย คนยิ่งปวดท้องอยู่

“อ๊ะ เจอแล้วๆ”

“พอตเตอร์ ถ้านายไม่ตอบฉันจะกลั...อุ๊บ” ผมพูดยังไม่ทันจบก็มีอะไรบางอย่างยัดเข้ามาในปากเบา ๆ จนเกือบสำลัก “แค่กๆ นายเอา...อะไร..มาให้ฉัน..กิน..” หวานๆ กรอบๆ นี่มัน...

“ขนมปังกรอบอบน้ำผึ้ง ของโปรดฉันเลยนะเนี่ย”เจ้านั่นว่า ชูห่อเล็กๆในมือไปมา

ผมแทบจะคายของในปากทิ้ง “ไอ้บ้า แล้วใครใช้ให้นายเอามันมายัดปากฉันห๊า แหวะ…”

พอตเตอร์รีบเอามือมาปิดปากผม “อ๊ะๆ อย่าคายออกมานะ ของดีๆ กินเข้าไปซะ เดรโก หรือว่า....” ใบหน้าหล่อเหลา (ของพวกเด็กสาวนะ..อ้อผีสาวด้วย) ยื่นเข้ามาใกล้พร้อมกับขนมปังกรอบอีกชิ้นในมือ “จะให้ฉันป้อน...” พูดแล้วหมอนั่นก็หยิบขนมปังชิ้นนั้นไปคาบไว้ สื่อความหมายตรงๆ เลยว่าที่จะป้อนน่ะ ไม่ได้ป้อนด้วยมือนะ

ผมรู้สึกว่าหน้าร้อนซู่ รีบกลืนขนมเข้าไปแบบลืมตาย “กินหมดแล้ว...นายปล่อยมือซะที พอตเตอร์”

“โธ่เอ๊ย นึกว่าอยากให้ป้อนเสียอีก” อย่ามาทำหน้าเสียดายได้มั้ย เห็นแล้วมันขนลุก “เอาอีกชิ้นนะ” เขาว่าแล้วแกะห่อขนมปังอีกห่อ

“พอแล้ว พอตเตอร์ ฉันหายปวดท้องแล้วล่ะ” นั่นไม่ใช่คำโกหกเลย อยู่ดีๆ อาการปวดท้องจี๊ดๆมันก็หายไปเองจริงๆ คงเพราะปวดหัวกับเจ้าตัวกวนวุ่นวายนี่แทนละมั้ง

“ดีแล้ว นายน่ะ..ไม่ค่อยดูแลตัวเองเลยน๊า...” ร่างสูงข้างๆผมยิ้ม ก่อนที่ตาสีเขียวจะวิบวับขึ้นมา “ว่าแต่...นายออกไปไหนตอนค่ำน่ะฮึ ถึงขนาดไม่ได้กินข้าว”

ให้หมอนั่นรู้เรื่องอเคเชียไม่ได้ มันต้องเอาป่าวประกาศจนทั่วโรงเรียนแน่ “ฉัน...ลืมหนังสือไว้ตอนเรียนวิชาดูแลสัตว์วิเศษ..ก็เลยไปกลับไปเอา...ก็แค่นั้น” พยายามอธิบายหน้านิ่งไว้

“แค่นั้น?”หมอนั่นเลิกคิ้ว สีหน้าไม่เชื่ออีกแล้ว ถ้าเป็นเรื่องอื่นผมคงฉุนที่พอตเตอร์เข้ามาถามจุกจิก แต่เรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษหรอกนะ

“อือ แค่นั้นแหละ” ผมทำหน้าซื่อสุดชีวิต พยายามส่งสายตาแบบ‘เชื่อฉันเถอะน๊า’ให้...ก็บ้านสลิธิรินไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษเรื่องการเสแสร้งหรอกเหรอ?

หัวหน้าตัวกวนแห่งฮอกวอร์ต (ตามที่มันเรียกตัวเองน่ะ) ฉีกยิ้มหวานก่อนจะพูดว่า “โอเค ให้เชื่อว่าแค่นั้นก็ได้นะ คุณพรีเฟ็คดีเด่น” ว่าแล้วก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง เฮ้ย ออกไปห่างๆ นะแก....ไอ้ลูกกะตาวิบๆ แบบนี้มันสัญญาณอันตรายชัดๆ

“ฮะ...เฮ้ย...จะ...จะทำบ้าไรน่ะ!!ถอยไปนะ!”ผมพยายามดันตัวคนที่เข้ามาใกล้จนเกินไปให้ออกห่าง

“อุ๊บ!หึหึหึ.....รู้แล้วน่า คราวนี้ไม่ทำอะไรหรอก แค่จะพาไปส่งเท่านั้นแหละ......เห็นว่าไม่สบายหรอกนะ เอาไว้...รวบยอดคราวหน้าก็ได้”พอตเตอร์ยอมถอยห่างออกไปนิดนึง ก่อนจะจับมือของผม พาออกเดินไปทางหอของบ้านสลิธิริน


........มันรู้ว่าหอของบ้านอื่นอยู่ไหนได้ไงฟะ!.......

“อ้อ เดรโก” เสียงพูดเบาๆ มาจากคนที่เดินนำ ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าตัวที่พูดต่อช้าๆ

“จะบอกไรให้อย่างนะ ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรล่ะก็ คราวหน้าเวลาอยู่กันสองต่อสองอย่าทำหน้าแบบเมื่อกี้อีกละ เห็นแล้วมันน่า......”

ให้ตายเถอะ เสียงทุ้มๆ เฉยๆ แบบนั้น ทำไมทำให้ผมหน้าร้อนซู่แถมเย็นสันหลังวูบขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลก็ไม่รู้สิ...


Thursday, January 13, 2005

Under The Moon Light part 6

Part 6

“สตูเปฟาย”เสียงใสท่องคาถาพร้อมกับสะบัดมือเบาๆ แสงสว่างวาบออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ เจ้าตัวคนท่องคาถาหันมายิ้มกว้างให้กับร่างสูงที่นั่งมองอยู่ข้างๆ
“เดร ทำได้แล้ว!”

เดรโก มัลฟอยยิ้มตอบ“อือ เก่งๆ”คนเป็นอาจารย์ชมพร้อมกับทำหน้าภูมิใจนิดๆ“สอนแค่สองครั้งก็ทำได้แล้ว อย่างนี้มาเรียนปี 6 กับฉันได้เลยมั้งเนี่ย”เขาว่าพลางเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะของลูกศิษย์เบาๆ ผมสีดำที่ยุ่งอยู่แล้วเลยยิ่งฟูหนักขึ้น

“อ๊ะ เดร อย่าซี่ ผมเอเรียลยุ่งหมดแล้ว”เด็กสาวทำหน้ามุ่ยพลางหันศีรษะหลบ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มขำพลางแกล้งขยี้ผมคนตรงหน้าแรงขึ้น “เอ๊ เดรนี่!”

ดวงตาสีฟ้าอมเทามองดูคนที่เขยิบตัวหนีไปเสียไกล ท่าที่พยายามจัดผมตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแบบลวกๆ เหมือนเด็กหญิงตัวน้อยห่วงสวย ยิ่งทำให้คนตรงหน้าน่าเอ็นดูมากขึ้นในสายตาเขา แต่เด็กสาวมองว่ารอยยิ้มนั้นเป็นการแกล้งล้อก็เลยยิ่งทำแก้มป่องงอน

“เดรขี้แกล้ง ไม่เล่นด้วยแล้ว!” เสียงใสว่าแล้วลุกหนีไปที่ระเบียง คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินที่ไม่เคยง้อใครต้องรีบกลั้นหัวเราะแล้วลุกตามออกไป

“โธ่ แค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง เอเรียล ไม่เอาน่า”

ร่างบางในชุดเสื้อกางเกงนอนสีขาวรุ่มร่ามยืนกอดอกหันหลังให้ แต่สังเกตจากเสี้ยวหน้าด้านข้างก็ยังเห็นว่าใบหน้าสวยนั้นบึ้งตึง

“ขอโทษนะ”เด็กหนุ่มพยายามเอี้ยวตัวไปหาแต่เอเรียลก็หันหนีไปอีกทาง“น่า อย่าโกรธเลย”เขาพูดเสียงอ่อน แต่อีกฝ่ายก็ยังเฉย เดรโกนิ่งคิดก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูคนตัวเล็ก

“เอเรียล เด็กดี ถ้าฉันพาไปเที่ยวจะหายโกรธไหม?”

ศีรษะที่มีผมยุ่งฟูหันขวับกลับมาทันที ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง “เดรจะพาเอเรียลไปเที่ยวเหรอ เที่ยวที่ไหน?”

ร่างสูงแกล้งเอามือเตะคางพลางทำหน้าครุ่นคิด “เอ...เที่ยวที่ไหนดีน๊า…”

“ไปเที่ยวที่ไหน เดร บอกมาเร็ว!”ร่างบางเขย่าแขนคนตรงหน้า ท่าทางจะลืมไปแล้วว่าเมื่อกี้กำลังงอนอยู่ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกริ่ม “แล้ว...หายโกรธฉันหรือยัง”

คนตัวเล็กกว่าสะดุดก่อนจะแกล้งปั้นปึ่ง“หายโกรธก็ได้”ใบหน้าไร้เดียงสากลับเป็นตื่นเต้นอีกครั้ง“...แต่เดรต้องพาเอเรียลไปเที่ยวจริงๆนะ”

“จริงสิน่า....”เดรโกว่าแล้วลูบศีรษะเล็กเบาๆ

กะแล้ว...เด็ก....ถ้าลงเล่นลูกตื้อไม่ได้ผลก็ต้องเอาของเล่นมาล่อแบบนี้แหละ ร่างสูงเดินไปชิดริมระเบียงก่อนจะยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาว่าคาถา“เอ็กซิโอ! นิมบัส!”

ชั่วครู่เดียวก็มีเสียงบางอย่างบินตัดอากาศดังหวือมาหยุดตรงหน้าพวกเขา ไม้กวาดนิมบัส 2001 ของเดรโกลอยอยู่นอกระเบียง ผู้เป็นเจ้าของเอื้อมมือไปดึงมันเข้ามา

ได้ผลอย่างที่คิดไว้เลย....เด็กหนุ่มยิ้ม เขาสังเกตเห็นตั้งแต่ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่ข้างแรมแล้ว สาวน้อยตรงหน้าดูหงอยๆไป แม้ว่าเดรโกจะสอนคาถาง่ายๆไว้ให้เล่นแก้เบื่อแต่ก็คงใช้ไม่ได้นานนัก เขาเลยกะว่าจะพาเอเรียลไปเที่ยวข้างนอกดูบ้าง ติดตรงที่ไม่อยากให้ใครมาเจอเท่านั้น (ใครจะรับประกันได้ว่าพวกอาจารย์หรือเจ้าฟิลช์จะไม่เกิดขยันอยากช่วยเขาเดินตรวจขึ้นมา) ไอ้ครั้นจะหิ้วไม้กวาดออกมาเดินตรวจด้วยมันก็กระไรอยู่

เขามาคิดมุขนี้ได้ตอนที่นั่งดูเจ้าพอตเตอร์มันแข่งควิชดิชกับบ้านเรเวนคลอ (แน่นอนว่าเจ้านั่นชนะ ดูท่าทางมันจะแข็งแรงขึ้นมาได้เฉพาะตอนอยู่บนไม้กวาดเท่านั้นงั้นแหละ!) ตอนปี 4 หมอนั่นเคยใช้คาถาเอ็กซิโอเรียกไม้กวาดไฟล์โบต์มาใช้ตอนแข่งประลองเวทไตรภาคี....มีอะไรบ้างที่เจ้าเตี้ยนั่นทำได้แล้วเดรโก มัลฟอยจะทำไม่ได้?

ร่างสูงนั่งคร่อมไม้กวาดลองถีบขาให้ลอยสูงจากพื้นเล็กน้อยแล้วจึงขยับตัวเว้นที่นั่งด้านหน้าไว้ เขากลัวว่าถ้าเกิดให้เด็กสาวที่ไม่เคยขี่ไม้กวาดมาก่อนนั่งเกาะด้านหลัง...ร่างบางนั้นอาจจะร่วงตกลงไปได้

“มาสิ เอเรียล ไม่ต้องกลัวหรอก” เขาว่าพลางยื่นมือให้อีกฝ่ายจับ...แต่ผิดคาดเพราะฝ่ายนั้นปีนระเบียงขึ้นมานั่งคร่อมไม้กวาดอยู่ข้างหน้าเขาอย่างคล่องแคล่วเรียบร้อยแล้ว

“เอเรียลไม่กลัวหรอกน่าเดร ออกไปเที่ยวกันเถอะ”เสียงใสว่าพร้อมกับเร่งเสียอีก

ใบหน้าหล่อเหลาส่ายหน้าน้อยๆ สาวน้อยปริศนาของเขามีอะไรมาให้ประหลาดใจอยู่เรื่อย แขนยาวยื่นผ่านร่างบางไปจับด้ามไม้กวาดข้างหน้าแล้วบังคับให้มันพุ่งตัวสูงขึ้นไปบนฟ้า

“ว้าวววววววว” คนตัวเล็กตรงหน้าเขาเปล่งเสียงร้องเมื่อทั้งสองลอยสูงขึ้นก่อนที่ไม้กวาดจะบินร่อนไปตามที่ต่างๆ เดรโกยิ้มเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นที่ปะทะกับหน้า ดีใจที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะชอบเวลาบินฉวัดเฉวียนอยู่บนฟ้าไม่ต่างจากเขา

“สนุกไหมเอเรียล?” ที่จริงไม่ต้องถามก็รู้ ใบหน้ายิ้มแฉ่งที่หันกลับมามองเขามันสดใสซะขนาดนั้นนี่นา

“อือ เดร ให้เอเรียลลองบังคับไม้กวาดเองบ้างได้ไหม” ถามเสียงตื่นเต้น

“หา? ไม่ดีมั้ง เธอยังไม่เคยหัดขี่ไม้กวาดนะ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า ลำพังตัวเขาเองน่ะไม่เป็นไรหรอก ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็คงพอจะยึดไม้กวาดไว้ได้ แต่กลัวว่าคนตัวเล็กจะเป็นอันตรายเนี่ยสิ

“น่า นะเดร เอเรียลทำได้ นะๆ” ดวงตาสีเขียวกระพริบปริบๆ เจ้าตัวรู้ล่ะสิว่าท่าทางแบบนี้กับเสียงอ้อนๆ น่ะทำให้เขาใจอ่อนทุกที เดรโกถอนใจเฮือก “โอเค แต่ต้องให้ฉันจับเธอไว้ด้วยนะ”

“อือ” ร่างบางพยักหน้าพร้อมกับเอื้อมมือไปจับด้ามไม้กวาดตรงที่เด็กหนุ่มเลื่อนไว้ให้ มือเล็กบังคับให้ไม้กวาดนั้นบินฉิวต่ำลงไปอย่างรวดเร็ว

“เฮ้!เอเรียล!ระวัง!” คนตัวใหญ่กว่าผงะไปข้างหลังนิดหนึ่ง มือขวาดึงเอวบางเอาไว้ แต่ร่างตรงหน้าดูจะไม่ตกอกตกใจอะไร เอเรียลดึงปลายไม้ขึ้น คราวนี้ทั้งสองเลยบินหวือลอยไปข้างบนแล้วฉวัดเฉวียนไปตามหอคอย

“เอเรียล ช้าๆ หน่อย!”

กลายเป็นว่าเด็กหนุ่มต้องเกาะเอวของคนตรงหน้าไว้แน่นแล้วตะโกนบอกเสียงหลง แต่ดูผู้บังคับไม้กวาดตอนนี้กำลังสนุกเต็มที่จนแทบไม่ได้ยินเสียงเขา

ยัยนี่...เป็นนักกีฬาควิชดิชมือดีได้เลยนะเนี่ย....เดรโกอดคิดไม่ได้

ร่างบางพาไม้กวาดบินขึ้นมาจนสูง แล้วหยุดกึกเหนือก้อนเมฆสีขาว ตรงหน้าพวกเขา ดวงจันทร์ข้างแรมเห็นเป็นเสี้ยวบางลอยคว้างอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวที่ส่องแสงวิบวับ

“โห........” เสียงใสอุทานเบาๆ คนพูดดูเหมือนจะเริ่มเหนื่อยจากการบังคับไม้กวาดแบบลมกรดเมื่อครู่ มือเล็กจึงละจากด้ามไม้กวาดปล่อยให้คนตัวใหญ่กว่าเอื้อมมาจับตรงตำแหน่งบังคับอีกครั้ง ร่างบางเอนมาพิงอกกว้างพลางถอนใจ

“สวยจัง”

เดรโกซึ่งหายตกใจแล้วพยักหน้า “อือ สวยจริงๆ แหละ” เขาพูดพร้อมกับใช้มือข้างที่ว่างลูบผมสีดำหยักยุ่งเบาๆ “ทีแบบนี้ไม่กลัวผมจะยุ่งเลยนะเอเรียล...เธอขี่ไม้กวาดเป็นก็ไม่บอกฉันก่อน” เขาทำท่าหมันเขี้ยว

“ก็เอเรียลไม่รู้ว่าเอเรียลขี่ได้นี่นา…” คนเก่งเมื่อครู่ทำเสียงอ่อยๆ ก่อนจะหันกลับมาหาเขาพร้อมหน้าตากระตือรือร้น “นี่ เดร พระจันทร์สวยๆ แบบนี้น่าฟังเพลงเนอะ เดรร้องเพลงให้เอเรียลฟังหน่อยสิ”

“เฮ้ย! จะบ้าเหรอ!” เดรโกแทบจะสะดุ้งตกไม้กวาด “ไม่เอาหรอก”...คุณชายจอมหยิ่งแบบเขาร้องเพลงน่ะนะ?! ให้ไปสู้กับโทรลดีกว่ามั้ง

“น่า นะ เดร” คนตัวเล็กยังเซ้าซี้ไม่เลิก คราวนี้เขย่าแขนเขาหยั่งกับเด็กๆ ร้องขอของเล่น

“ไม่เอา” เด็กหนุ่มยังคงส่ายหน้าดิก ไม่เอาเด็ดขาด ครั้งนี้ให้อ้อนยังไงก็ไม่ยอม พยายามหาทางรอดเร็วเข้า เดรโก....
เขารีบคิดก่อนจะยิ้มออกมา “งั้น...เธอก็สอนฉันสิ เอเรียล”

ร่างบางกลายเป็นฝ่ายงงบ้าง ดวงตาสีเขียวกระพริบปริบๆ “ให้เอเรียลสอน?”

“อือ เธอก็ร้องให้ฉันฟังก่อน ไว้..คราวหน้าฉันจะได้ร้องให้เธอฟังบ้างไง”

ใบหน้าสวยทำท่าครุ่นคิด “อืมมมมมม” เจ้าตัวพยักหน้าหงึกๆ “ก็ได้....แต่คราวหน้าเดรต้องร้องเพลงให้เอเรียลฟังจริงๆนะ”

คนเจ้าเล่ห์ที่หาทางรอดตัวได้แอบถอนหายใจ “ได้เลย” พูดแล้วก็แอบไขว้นิ้วไว้ข้างหลัง คราวหน้าค่อยหาอะไรมาล่อให้ยัยตัวเล็กเล่นเพลิน เดี๋ยวก็ลืมสัญญาไปเองนั่นแหละ

“งั้น...เดรอยากฟังเพลงอะไรล่ะ”

“ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยรู้จักเพลงอะไรนักหรอก” เด็กหนุ่มครุ่นคิด...นอกจากเพลงที่หมวกคัดสรรเก่าๆมันร้องทุกปี กับเพลงประจำฮอกวอร์ตที่ดัมเบิลดอร์พยายามจะ (บังคับ) ให้พวกนักเรียนร้องน่ะ

เอเรียลมองไปยังดวงจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมา “รู้แล้ว! เอาเพลงนี้ดีกว่า....” คนพูดทำท่ากระแอมแบบมืออาชีพก็ไม่ปาน ทำเอาเดรโกอดแอบขำอีกไม่ได้

แต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มต้นร้อง เขาก็ต้องนิ่งฟังราวกับถูกเสียงหวานใสนั้นสะกด

Fly me to the moon

Let me sing among those stars
Let me see what spring is like
On Jupiter and Mars

In other words, hold my hand
In other words, baby kiss me…

ลมหนาวพัดมาพร้อมกับเสียงของคนร้องเพลงค่อยๆ แผ่วหาย....

คนที่นั่งฟังเพลินเลิกคิ้ว “จบแล้วเหรอ? สั้นจัง”

ร่างบางส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้ม “ยังไม่จบ”

“อ้าว”

“วันนี้ร้องให้ฟังแค่นี้แหละ เดรไปฝึกร้องให้ได้ก่อน เอเรียลถึงจะสอนที่เหลือ”

“ฟังครั้งเดียว ใครจะไปร้องได้เลยเล่า เธอนี่!” ฝ่ายลูกศิษย์ประท้วงก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่นี่มันเพลงอะไรเนี่ย เกี่ยวกับพระจันทร์ด้วย...”

Fly me to the moon เพลงของมักเกิ้ลน่ะ เก่าแล้วล่ะ” ร่างบางพูดพร้อมกับเอนหลังซบอกเขาอีกรอบ ทำท่าเหมือนเพลียจนอยากจะหลับแล้ว

“เพลงของมักเกิ้ล? เธอรู้จักเพลงของมักเกิ้ลด้วยเหรอเนี่ย” เดรโกเลิกคิ้ว อีกฝ่ายอมยิ้มแต่ไม่พูดว่าอะไร “ชอบทำให้ฉันแปลกใจอยู่เรื่อยเลย...” เด็กหนุ่มบ่นนิดๆ รู้สึกถึงกลิ่นหอมอ่อนๆของศีรษะที่เอนซบอยู่กับอกของเขา “เอเรียล...เธอเป็นใครกันแน่นะ” เสียงถามเบาๆ ราวกับเจ้าตัวพึมพำกับตัวเอง

เงียบ....คราวนี้ไม่มีเสียงตอบ

“เอเรียล?” เดรโกสะดุดใจ หรือว่าคำถามนั้นทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เขาพยายามมองหน้าคนตัวเล็กแต่เห็นเพียงเสี้ยวหน้าที่มองตรงไปยังผืนฟ้าสีดำเท่านั้น เสียงหวานบอกเบาๆ

“อีกไม่นาน เดรก็จะรู้...อีกไม่นานหรอก...”

....................................................................................................................


“ผู้ถือครอง....ผู้ถือครอง....”

เสียงเรียกแหบพร่าไม่คุ้นหูลอยมาจากความมืดมิด

“ใครน่ะ?” เด็กหนุ่มถามตอบกลับไป ผู้ถือครอง...งั้นเหรอ

“ผู้ถือครอง.....จวนได้เวลาของการชำระค่าตอบแทนแล้ว....” เสียงนั้นบอก

“อะไร? ค่าตอบแทนอะไร? ไม่เห็นรู้เรื่อง” ร่างสูงพยายามตามหาต้นเสียง ที่ราวกับมีเมฆหมอกสีเทาล้อมรอบตัวเขาอยู่

“เวลาแห่งการชำระ.....และการแลกเปลี่ยน....” เสียงปริศนานั้นยังคงพูดต่อ

“ใครน่ะ! ออกมาเดี๋ยวนี้! คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินร้องสั่งด้วยความหงุดหงิด เขารู้สึกไม่ชอบที่มาของเสียงนั้นอย่างไม่มีเหตุผล

“อีกไม่นาน....” เสียงนั้นว่าก่อนจะค่อยๆ แผ่วหายไป

เดรโก มัลฟอยสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนกองผ้าม่านเก่า แสงแดดยามเช้าส่องจากหน้าต่างของหอคอย ไม่เห็นร่างของเอเรียลเหมือนเช่นเคย...ฝันประหลาด...ต้องเพราะเมื่อคืนยัยตัวเล็กพูดจาแปลกๆ เลยเก็บไปคิดแน่ๆ

ใบหน้าหล่อเหลาถอนใจเฮือกก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนั้นกลับหอนอนเพื่อเตรียมตัวไปทานอาหารเช้า


ทางไปห้องโถงยังไม่ค่อยมีคน อาจจะเพราะยังเช้าอยู่มาก...เดรโกซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก่อนเวลาเลยเดินล้วงกระเป๋าสาวเท้าเอื่อยๆ พลางครุ่นคิด “อีกไม่นานงั้นเหรอ....เวลาแห่งการชำระ...มันอะไรกันนะ”

เขามัวใจลอยจนแทบไม่เห็นร่างที่เดินมาในทิศทางตรงกันข้ามซึ่งกำลังจะเลี้ยวเข้าห้องโถงเช่นกัน แต่ดูท่าร่างนั้นจะบางกว่าเลยกระแทกเข้ากับอกเขาแล้วผงะถอยหลัง เดรโกเองก็สะดุ้งก่อนจะเหยียดยิ้มเมื่อเห็นว่าผู้ปะทะเป็นใคร

“อ้อ พอตตี้นี่เอง ซุ่มซ่ามเมือนเดิมนะนาย”

ร่างค่อนข้างบางของแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ในชุดนักกีฬาควิชดิชสีแดงเลือดหมู ซ้อมเช้าล่ะสิ...เดรโกไม่แปลกใจมากนัก เขาเป็นคนขอให้ทีมสลิธิรินเปลี่ยนตารางซ้อมมาเป็นช่วงเย็นทุกวัน และให้ศาสตรจารย์สเนปกดดันทีมอื่นให้ยอมเปลี่ยนเวลาใช้สนามไปด้วย บ้านกริฟฟินดอร์ได้ช่วงเช้าตรู่ แน่นอนว่ากัปตันทีมของบ้านนั้นเดือดจนแทบบ้า (เดรโกยินดีมากขึ้นเมื่อกัปตันทีมคนนั้นคือเจ้าบื้อวิสลีย์)

ใบหน้าเรียวของฝ่ายนั้นขมวดคิ้วยุ่ง “นายเองก็เดินไม่ดูทางเหมือนกันนั่นแหละ มัลฟอย” เสียงพูดพร้อมกับดวงตาสีเขียวจ้องอย่างเย็นชาจนคู่อริร่างสูงกว่าสะดุดกึก เจ้าตัวคนพูดทำท่าจะเดินเลี่ยงไป แต่แขนยาวของอีกฝ่ายไวกว่า เดรโกดึงต้นแขนผอมบางให้หันมาเผชิญหน้า คราวนี้เขาเป็นฝ่ายขมวดคิ้วบ้าง

“พอตเตอร์ หน้านายซีดมาก รู้ตัวรึเปล่า”

ไม่เจอพักเดียว นึกว่าหมอนี่หายป่วยแล้วเสียอีก...แต่ใบหน้าเรียวสีนวลกลับยังคงซีดเผือด ทั้งที่เพิ่งออกกำลังกายมาไม่นาน ริมฝีปากบางสั่นน้อยๆ “ไม่ใช่เรื่องของนาย!” แฮร์รี่กระแทกเสียงพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่มือของคนตัวสูงกว่ายึดไว้แน่น

“เฮ๊อะ ฉันก็แค่ไม่อยากเห็นศพนอนเกะกะบนระเบียงทางเดินก็เท่านั้นแหละ !” เดรโกทำเสียงขึ้นจมูกแบบฉุนๆ “นายน่าจะเลิกคร่ำครวญถึงซีเรียส แบล็คเสียทีนะ พอตเตอร์....” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ลดเสียงพลางถอนใจเบาๆ ในคำพูดเสียดสีนั้นมีเค้าของการเตือนสติ...เขาเบื่อที่คู่แข่งอันดับหนึ่งทำท่าทางซึมอย่างนี้เต็มทนแล้วน่ะ

“ยังไง...พ่อทูนหัวสุดที่รักของนายก็ไม่มีทางกลับมาหรอก”

แฮร์รี่ตีเจตนาของอีกฝ่ายผิด เขากัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสีเขียววาวโรจน์ก่อนจะจะพูดเสียงลอดไรฟันอย่างเคียดแค้น

“ลูกของคนที่มีส่วนในการตายของซีเรียสอย่างนายไม่มีสิทธิ์พูดถึงเขาแบบนี้!”

เดรโกขมวดคิ้ว “นายว่ายังนะ?” มือของร่างสูงบีบต้นแขนอีกฝ่ายแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ฝ่ายนั้นเบ้หน้าด้วยความเจ็บแต่ก็ยังกัดริมฝีปากไม่ให้หลุดเสียงอุทานออกมา “พ่อฉันเกี่ยวอะไรด้วย!” เด็กหนุ่มถามย้ำเสียงเข้มแต่สิ่งที่เขาได้รับตอบมีเพียงแววเย็นชาจากดวงตาสีเขียว

“นายน่าจะรู้ดีนะ มัลฟอย!” แฮร์รี่พูดเสียงกระซิบพร้อมกับยิ้มเหยียดบ้าง มือเรียวดึงข้อมือของอีกฝ่ายออกจากแขนอย่างแรงก่อนจะเดินเร็วๆ ไปยังโต๊ะของกริฟฟินดอร์

“อะไรวะ!” เดรโกตะโกนถามไล่หลังก่อนจะหันขวับเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะของบ้านสลิธิรินบ้าง เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ลูกของคนที่มีส่วนในการตายของซีเรียส หมอนั่นพูดถึงพ่อของเขางั้นเหรอ...นี่มันอะไรกันนัก!

นักเรียนคนอื่นเริ่มทยอยเข้ามาในห้องโถง และแล้วก่อนที่ทุกคนจะลงมือกินอาหารเช้า ฝูงนกฮูกก็พากันบินฮือเข้ามาทางหน้าต่าง ร่อนจดหมายและพัสดุลงบนโต๊ะของทุกบ้าน

“เฮ้! ข่าวใหญ่!” เสียงเด็กปีสองของบ้านเขาร้องบอกเพื่อน หลังจากก้มหน้าอ่านข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเพ็ตฉบับเช้า

“อะไรเหรอ” เด็กสาวยืนหน้าเข้าไปดู

เพื่อนอีกคนแกล้งถาม “มีโทรลหลุดเข้าไปในกระทรวงเวทมนต์หรือไง”

“บ้า! แย่ยิ่งกว่านั้นอีก พวกผู้เสพความตายหนีออกมาจากอัซคาบันได้แล้ว!!!”

“หา!!!!” เสียงหลายคนอุทาน

“นี่ไง” เด็กปีสองคนนั้นดึงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ขึ้นมา พาดหัวข่าวตัวโตเขียนว่า อัซคาบันล่ม ผู้เสพความตายหนีไปได้ เดรโกคว้ามันมาอ่านโดยไม่สนใจเสียงค้านของผู้เป็นเจ้าของ เขาไล่สายตาไปตามข่าวเร็วๆ ก่อนจะว่างมันลงพลางถอนใจ

พาดหัวน่ากลัวเกินจริง...แค่ผู้เสพความตายเกือบจะแอบหนีออกมาจากคุกได้เพราะผู้คุมวิญญาณแอบเข้าไปในนั้น แต่สมาชิกภาคีนกฟินิกส์ที่เฝ้าประจำอยู่ไหวตัวทัน เลยป้องกันไว้ได้

“โธ่เอ๊ย ก็แค่....” เสียงของเขาถูกหยุดเมื่อนกฮูกเหยี่ยวสีเข้มเกือบดำตัวใหญ่บินร่อนมาหยุดตรงหน้า “ฮอร์ค แกมาช้านะ” เขาพูดพลางลูบขนนกฮูกของตัวเองซึ่งเขาใช้ให้เอาจดหมายไปส่งให้แม่ที่บ้าน ที่ขาของมันมีกระดาษสีขาวมอมๆ ผูกอยู่ “แม่ฝากจดหมายมาให้ฉันล่ะสิ”

เด็กหนุ่มแกะจดหมายออก...แล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ เลือนจากใบหน้า

บนกระดาษแผ่นนั้น ลายมือเรียบเป็นระเบียบของมารดาเขาดูยุ่งเหยิงกว่าปกติ ราวกับเจ้าของจดหมายเร่งรีบเขียนมันขึ้นมา


เดรโก พ่อกับแม่มีเรื่องนิดหน่อย เราจะหลบไปอยู่ที่อื่นสักพัก อยู่ในโรงเรียน อย่าออกไปไหนนะลูก แม่รักลูกจ้ะ
นาร์ซีซัส มัลฟอย


คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินเลื่อนสายตาไปยังหน้าหนังสือพิมพ์บนโต๊ะอีกครั้ง ข่าวบอกว่า อย่างไรก็ตาม มี ผู้เสพความตายหลุดออกไปได้ 2-3 คน และคาดว่าพวกนั้นมุ่งหน้าไปยังวิลเชียร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ---แถบบ้านของเขา

เดรโกไม่เคยลืมบรรดาใบหน้าบิดเบี้ยวยามที่มองพ่อของเขาซึ่งนั่งอยู่ในคอกพยานของศาลพ่อมด หลังการตัดสินโทษ เสียงกร้าวที่พากันร้องก้องอื้ออึงไปทั่วก่อนที่จะถูกคุมตัวไปยังอัซคาบัน

พวกเราจะแก้แค้น ลูเซียสคนทรยศ แกต้องตาย!

Sunday, January 09, 2005

IF"Harry Potter The Marauder of Hogward" Vol.2 part 1

IF : Harry Potter, The Marauder of Hogwarts


Volumn 2 : Draco’s eyes

Part 1

ผมขยับพลิกตัวซุกหน้าลงกับผ้านวมนุ่ม.....อือ....หนาวจัง ทำไมหน้าหนาวปีนี้ถึงได้หนาวขนาดนี้นะ.....ไม่อยากตื่นเลย.....แต่ไม่ได้หรอก ไม่ใช่วันหยุดสักหน่อย.....

หลังจากทำใจกับอากาศภายนอกผ้าห่มอยู่ 2-3 นาทีผมก็ลุกขึ้น...ไม่ลืมที่จะจัดการกับที่นอนให้เรียบร้อย ที่จริงตอนอยู่บ้านผมก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนี้หรอกนะ นั่นมันงานของพวกเอลฟ์นี่นา แต่เพราะตอนปี1 ยัยแพนซี่‘พยายาม’เจ้าจี้เจ้าการจะมาจัดห้องให้ ผมเลยต้องเตือนตัวเองว่าต้องเก็บห้องให้เรียบร้อยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มองออกไปนอกหน้าต่าง “...หิมะเริ่มตกแล้ว...”พึมพำกับตัวเอง อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปชิดขอบกระจก ภายนอกมีแต่สีขาวมัวๆ ของหิมะ สลับกับสีเทาเข้มของท้องฟ้าต้นฤดูหนาว

นั่งดูอยู่เงียบๆ พักนึง ผมก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำ.......น้ำอุ่นก็จริง แต่พอรู้ว่าออกมาก็เจออากาศเย็นๆ มันทำให้การอาบน้ำในช่วงนี้ใช้เวลาไม่นานนัก ผมหยิบชุดนักเรียนออกมาใส่

กระจกบานใหญ่ข้างๆตู้เสื้อผ้าส่องให้เห็นร่างค่อนข้างผอม...ผอมเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มอายุ 16...ผมคิดอย่างหงุดหงิด ผมสีบลอนด์อ่อนเปียกระกับใบหน้าค่อนข้างเรียว นัยย์ตาสีฟ้าอมเทาจ้องมองมาจากกระจกเงา เค้าหน้าและดวงตาที่ใครๆ ก็บอกว่าคล้ายกับแม่เหลือเกิน นั่นไม่ทำให้ผมดีใจหรอกนะ...ถึงแม้แม่ผมจะได้ชื่อว่าเป็นคนสวยมากที่สุดคนหนึ่งก็เถอะ

.......จำเป็นต้องแนะนำตัวไหม? จำเป็นด้วย?

งั้น....เดรโก มัลฟอย นักเรียนปีหกของบ้านสลิธิริน โรงเรียนคาถาและเวทมนต์ศาสตร์ฮอร์กวอร์ต.......จบ

แค่นี้พอแล้ว ผมจะแต่งตัวล่ะ.....

เสียงขึ้นบันไดกึงกังมา ผมเอียงคอผูกเนคไทอยู่หน้ากระจกโดยไม่หันกลับไปมอง ฝีเท้าหนักขนาดนี้ไม่เจ้าแครบก็เจ้ากอยย์นั่นแหละ สององครักษ์งี่เง่าที่ตามผมมาตั้งแต่ปี 1

“มัลฟอย...” เสียงเจ้าแครบ.. “แต่งตัวเสร็จหรือยัง ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ”

“ฉันยังไม่ไปกินข้าวล่ะ, มีธุระนิดหน่อย” ผมว่า “พวกนายไปกินก่อนก็ได้นะ” รีบตัดบทไปซะ

เจ้าอ้วนได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มแป้น คงดีใจที่ไม่ต้องหิ้วท้องรอผม ดี...ผมเองก็มีที่ที่ต้องแวะไปก่อนกินอาหารเช้าเหมือนกัน

หยิบหนังสือที่จะคืนห้องสมุดแล้วก้าวออกมาจากหอ ระเบียงทางเดินตอนนี้คนเริ่มบางตา คงจะไปกินอาหารเช้ากันหมดแล้ว ถ้างั้นข้างนอกก็คงเหมือนกันสินะ.....ดีจริงๆ

พอมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นเมฆสีเทายังคงปกคลุมท้องฟ้า สำหรับหลายคนวันนี้มันคงดูหม่นหมอง แต่ผมว่าอากาศแบบนี้มันก็สงบดีจะตาย....หรือว่าผมจะหมกตัวอยู่ในห้องสมุดกับห้องปรุงยามากเกินไปก็ไม่รู้....

“ช่างเหอะ วันนี้สงบชะมัด” ผมเผลอหลุดออกปากออกเสียงไปเพราะคิดว่าไม่มีคน

แต่ว่า...

“ช่าย วันนี้อากาศแสนจะแจ่มใสนะ เดรโก”

เสียงที่มองไม่เห็นที่มาทักมาจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งหันขวับไปทันที ไม่ทันได้ตั้งตัวว่ามีใครตามมา หน้าเลยแทบจะชนกับอกของไอ้คนที่ยืนแทบจะชิด

ปึ่ก! เพราะคนที่ปะทะตัวสูงกว่า เลยกลายเป็นว่าผมที่เป็นคนชนเสียหลักล้มลงเสียเองอีก...

“โอ๊ะๆ ระวังหน่อย” มือใหญ่เอื้อมมาคว้าแขนผมไว้ประคองไม่ให้ล้ม เสียงทุ้มกวนประสาทแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเงยหน้าขึ้นไปจะเจอใคร

ใบหน้าสีแทนที่คร้ามเพราะแดดจากการเล่นควิชดิชกับผมสีดำยุ่งๆ ดวงตาสีเขียวหลังกรอบแว่นมีประกายสนุกอยู่เป็นนิจ

แฮร์รี่ พอตเตอร์....

“นายมาทำอะไรแถวนี้!” ผมหลุดปากถามเสียงห้วน เจอไอ้หมอนี่แต่เช้า วันนี้ซวยทั้งวันแน่

ทั้งที่โดนทักแบบนั้น แต่ใบหน้ากวนๆ กลับฉีกยิ้มกว้าง....ยิ้มที่สดใสราวกับดวงตะวันทำให้อากาศขมุกขมัวรอบด้านดูสว่างวาบขึ้นมาทันที

แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันจ้าเกินไป....จ้าจนแสบตา....อยากจะเอาหนังสือในมือเขวี้ยงใส่ไอ้พระอาทิตย์นั่นให้มันรีบๆ ตกดินไปซะตั้งแต่เช้า

“ก็....มาทักทายอรุณสวัสดิ์กับนายไง” เสียงพูดตอบ...ฟังหวานจนรู้ว่าแกล้งดัด

“ไม่ต้องก็ได้ ฉันขี้เกียจเจอมลพิษ” ผมพูดเสียงเย็นหลังจากที่ปรับอารมณ์ให้หายตกใจแล้ว พยายามเดินเลี่ยงหนีออกมาแต่เจ้าขายาวนั่นก็ตามทันอยู่ดี

“แหม อย่าตัดรอนอย่างนั้นสิ ฉันอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามารอเพราะรู้ว่านายมีเรียนนะ” เสียงพูดกลั้วหัวเราะ....สมใจที่สามารถทำให้ผมหงุดหงิดได้แต่เช้าละมากกว่า...

“ไม่จำเป็น!” ผมกระแทกเสียงแล้วรีบสาวเท้าเดินหนี เจ้าบ้านี่ดันโผล่มา เช้านี้คงไปที่นั่นไม่ได้แล้ว ช่างเหอะ รีบหนีมันให้พ้นก่อน

ผมคิดแล้วเลี้ยวเข้าห้องโถง แน่ใจว่าพอตเตอร์ไม่ยอมตามเข้ามาแน่ หมอนั่นกำลังหลบหน้าศาสตราจารย์สเนปอยู่ ตั้งแต่เกิดเรื่องหม้อยาผมระเบิดในคาบปรุงยาเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วทั้งผมทั้งเจ้าแสบนั่นโดนโทษเข้าไปในป่าต้องห้าม อาจารย์ประจำบ้านผมก็ดูเหมือนจะ ‘ใส่ใจ’ กับพอตเตอร์มากขึ้น...ขณะที่คนโดนคุมก็ทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นผิดตา...นี่คำพูดของพวกอาจารย์นะ...

แต่สำหรับผม...ผมว่าหมอนั่นมันทำเรื่องยุ่งมากขึ้นเสียมากกว่า...แค่พยายามหลบสายตาพวกอาจารย์กับฟิลช์....

และที่แย่ที่สุดคือ.....ดูเหมือนหมู่นี้เจ้าตัวแสบประจำโรงเรียนจะชอบมาก่อกวนอยู่ใกล้ๆ ตัวผมเนี่ยสิ....ทำไมก็ไม่รู้!


-ห้องโถง-

ตอนนี้ก็เริ่มสายแล้ว ทั้งๆที่ผมอุตส่าห์ถ่วงเวลามากินอาหารเช้าช้าเพื่อไปที่นั่นแท้ๆ แต่......ช่างเถอะ ยังดีกว่าปล่อยให้เจ้านั่นตามไปด้วย

วันนี้ค่อนข้างแปลกจากปกติ โต๊ะของแต่ละบ้านมีคนมาเกือบครบ รวมทั้งโต๊ะบ้านกริฟฟินดอร์ แม้แต่เจ้าบ้าพอตเตอร์ก็นั่งประจำที่เรียบร้อย ไม่รู้แว่บมาถึงก่อนผมได้ยังไง

ขณะที่ผมนั่งลงตรงที่นั่งประจำ อาหารเช้าก็ปรากฏบนโต๊ะพอดี แต่ก่อนที่จะมีใครลงมือกิน ฝูงนกฮูกก็บินฮือเข้ามาในห้องโถง ที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูง คือนกฮูกเหยี่ยวตัวใหญ่ ปีกสีน้ำตาลเข้มจนดูไกลๆแล้วเหมือนกับสีดำสนิท มันบินตรงเข้ามาที่โต๊ะของบ้านสลิธิริน และหยุดลงบนพื้นโต๊ะตรงหน้าผม

ผมเอื้อมมือไปแกะเชือกที่ยึดซองจดหมายไว้กับขานกฮูกของตระกูลมัลฟอย

...........แก...........

......ฉันได้รับแจ้งจากศาสตราจารย์สเนป เรื่องที่แกถูกลงโทษในคาบวิชาปรุงยาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว.....คงไม่ต้องพูดนะว่ามันน่าอับอายแค่ไหน หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าแกจะเป็นตัวต้นเรื่องหรือเปล่า อย่าเอาตัวเข้าไปพัวพันกับปัญหาไร้สาระ ถ้าว่างนักล่ะก็...เอาเวลาไปเรียนให้ดีกว่านังเด็กเลือดสีโคลนบ้านกริฟฟินดอร์ซะ ฉันเบื่อตำแหน่งที่ 2 ของแกเต็มทีแล้ว

,ลูเซียส มัลฟอย


ผมค่อยๆเก็บกระดาษแผ่นเล็กนั้นใส่ซอง หลับตาและผ่อนลมหายใจลงช้าๆ มือที่ถือจดหมายค่อยๆ กำแน่นจนซองขนาดเล็กเรียบกริบนั้นผิดรูปร่างไป

..............ก็จดหมายแบบเดิมๆ............น่าแปลกที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ชินสักที.....ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็อดปวดหัวจี๊ดๆขึ้นมาไม่ได้.............

...................................................................................................................................................................

ผมเดินเข้าคุกใต้ดินไปพร้อมกับเด็กสลิธิรินคนอื่นๆ ความหงุดหงิดในตอนเช้าดูจะลดลงมากแล้ว แต่นั่นก็ยังไว้ใจไม่ได้เท่าไหร่นัก เพราะคาบปรุงยาเป็นวิชาที่บ้านสลิธิรินเรียนกับกริฟฟินดอร์ ห้องเรียนที่มีเจ้านั่นอยู่ด้วย! ผมอยากเห็นหน้าคนที่จัดตารางเรียนของ 2 บ้านนี้จริงๆ!!!

“เปิดหนังสือหน้า 852” ศาสตราจารย์สเนปพูดขึ้นขณะที่มือขยับไม้กายสิทธิ์ให้สูตรยาตัวใหม่ขึ้นไปปรากฏอยู่บนกระดาน “มิสเตอร์พอตเตอร์ เธอจะไม่จดรายละเอียดของส่วนผสมลงไปรึไง?”

“จดเสร็จแล้วครับ”เสียงพอตเตอร์ตอบกลับไปโดยไม่มีการกวนโมโหอย่างเคย

“....”ศาสตราจารย์สเนปดูจะอึ้งด้วยความผิดคาดนิดๆ ก่อนจะเลิกคิ้วถาม “อ้อ ท่าทางงานในป่าต้องห้ามเมื่อคราวก่อนจะทำให้เธอสำนึกถึงหน้าที่ของการเป็นนักเรียนขึ้นมาบ้างสินะ”

ถูกกระทบแบบนี้....เจ้าหน้าเป็นนั่นมันยังยิ้มได้อีก “คงอย่างนั้นครับ....ศาสตราจารย์” ดูเหมือนเสียงคำว่า ‘ศาสตราจารย์’ จะจงใจเน้นเป็นพิเศษ

พอตเตอร์มันตั้งใจจะทำอะไรกันแน่นะ.....ผมคิดขณะที่มองอาจารย์ประจำบ้านละจากโต๊ะของบ้านกริฟฟินดอร์แล้วใช้ไม้กายสิทธิ์เปลี่ยนรายชื่อตัวยาบนกระดาน..ด้วยความเร็วมากกว่าปกติ และพวกผมก็ต้องปั่นจดรายชื่อเหล่านั้นให้ไวมากกว่าเดิมด้วย ขณะที่เจ้าตัวคนยั่วโมโหนั่นเฉยทำท่าเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่

เมื่อจดเสร็จเรียบร้อย ศาสตราจารย์สเนปก็หันไปอธิบายคุณสมบัติของตัวยาเหล่านั้น ผมเงยหน้าขึ้นฟังอย่างตั้งใจเหมือนทุกที แต่....

วิ้ว......แป่ะ!

นกกระดาษของใครก็ไม่รู้บินล่อนมาตกบนสมุดของผม ใครแอบส่งโน้ตในห้องเรียนงั้นเรอะ.....

มองดูชื่อบนปีก..เดรโก มัลฟอย...ผมนิ่งมองก่อนจะตัดสินใจแกะมันออก

ภาพเขียนเคลื่อนไหว...ลายเส้นห่วยแตกยิ่งกว่าเด็กอนุบาล...แต่ก็ดูรู้เรื่องว่ามันเป็นใบหน้าของเด็กผู้ชายที่กำลังเอามือกุมหน้าผาก แถมมีน้ำตาคลออีกต่างหาก....

ไอ้บ้า! รู้แล้วว่าใครส่งมา ผมขยำนกกระดาษตัวนั้นจนมันกลายเป็นก้อนกลมแล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี กลับมาสนใจกับบทเรียนต่อ

วิ้ว....นกตัวที่สองบินมาตกบนโต๊ะ ผมรีบปัดมันไปรวมกับซากของเจ้าตัวแรก

วิ้ว ! แป่ะ! แป่ะ! แป่ะ!

ตัวที่สาม ที่สี่ และที่ห้าลอยตามมา...ชักจะหมดความอดทนแล้วนะเว้ย

นกตัวที่หกบินมา ปากกระดาษของมันจิกที่แก้มผมเบาๆ ราวกับว่าจะเรียกร้องความสนใจ.....โธ่เว้ย ถ้าหมอนั่นมันมีความสามารถขนาดใช้เวทมนต์สั่งนกกระดาษได้ขนาดนี้ ก็น่าจะเอาความสามารถมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์มากกว่านี้หน่อย...ไอ้ตัวกวนไร้สาระ!

นกกระดาษตัวนั้นยังจิกผมไม่เลิก ดีว่านักเรียนคนอื่นมัวแต่สนใจตัวยาใหม่ที่ยุ่งยากเลยไม่ทันได้สนใจ เออ...แค่แกะใช่มั้ย ผมกระชากเจ้านกขี้ตื้อนั่นมาและแกะออก

คราวนี้ภาพในกระดาษกลายเป็นภาพผมกำลังก้มตัวลงหาร่างสูงกว่าที่นอนอยู่.....ภาพตอนที่.....

ตุ่บ! ผมขยำกระดาษนั้นแล้วทุบมันลงกับโต๊ะจนเสียงดังลั่น แทบทุกคนในห้องหันกลับมามอง รวมทั้งอาจารย์ประจำบ้านของผมด้วย โอย....ทำไมรู้สึกว่าหน้าร้อนซู่ขึ้นมาได้ฟะ

“มีอะไรรึเปล่า มิสเตอร์มัลฟอย” ศาสตราจารย์สเนปถามพลางปรายสายตามมองกองกระดาษบนโต๊ะของผม

ให้ใครเห็นภาพพวกนี้ไม่ได้! ผมรีบกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรครับ ศาสตราจารย์” ว่าพลางรีบผลักไอ้กองนั่นไปรวมๆกันทางหนึ่ง

ลงลูกศิษย์คนโปรดพูด อาจารย์เลยหันกลับไปสอนต่อ ผมรีบหันไปมองตัวการที่นั่งยิ้มระรื่นอยู่ด้านหลัง ไอ้หัวยุ่งนั่นนั่งเท้าคางมองตอบกลับมาพร้อมกับยิ้ม โอ๊ย เกลียดไอ้ลูกกะตาสีเขียววิบวับน่าเกลียดนั่นจริงๆ...

“Chu~”

แถม มันยังทำท่าส่งจูบมาให้อีก!...ท่าทางตาปรอยแบบนั้นสาว ๆ หลายคนเห็นแล้วคงจะบอกว่าเซ็กซี่ แต่สำหรับผมน่ะ...อยากจะอ้วก! ผมถลึงตามองแล้วหันขวับกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง

ให้ตายเหอะ เมอร์ลิน!...หมอนี่ไม่เข้าห้องเรียนเสียยังดีกว่า!







Thursday, January 06, 2005

Under The Moon Light part 5

Part V

ตกค่ำเดรโกรีบสะสางงานและการบ้านแล้วจึงเตรียมตัวออกไปเดินตรวจ เขาฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางสวมเสื้อคลุมแล้วก็ชะงัก นึกถึงไล่บอบบางที่สั่นสะท้านเพราะนั่งตากลมหนาว เด็กหนุ่มนิ่งคิดก่อนจะก้าวกลับไปในห้องนอน เปิดประตูตู้เสื้อผ้าหยิบเอาเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งของตัวเองออกมา

“จะเจอรึเปล่าก็ไม่รู้ เอาไปเผื่อก่อนแล้วกัน”

รู้สึกเหมือนว่าข่าวเรื่องที่ฟิลล์ต้องดูแลมิสซิสนอริสจะแพร่ออกไปในหมู่นักเรียนปกติแล้ว เพราะคืนนี้มีเด็กที่แอบดอดออกมานอกหอนอน 4-5 ราย ด้วยคิดว่าจะไม่มีใครมาเดินตรวจยาม เดรโกจัดการตัดคะแนน (แน่นอนว่าเด็กกริฟฟินดอร์โดนตัดคะแนนมากกว่าบ้านอื่น) แล้วสั่งให้กลับไปนอนซะ

กว่าจะจัดการเรียบร้อยแล้วเดินตรวจต่อก็เริ่มจะดึกมากแล้ว เด็กหนุ่มเดินไปเรื่อยๆ กำลังคิดว่าจะไปที่หอคอยนั้นเลยดีไหม ยัยเด็กนั่นคงนั่งตากลมดูดวงจันทร์เหมือนเคยแล้ว วันนี้ไม่ออกมาเดินเพ่นพ่าน อย่างกับรู้แน่ะว่ามีคนแอบหนีออกมาจากหอเยอะ....

ร่างสูงหยุดที่บันไดทางขึ้นหอคอยเพราะเงาตะคุ่มของร่างที่นั่งอยู่มุมบันได

....มารองั้นเหรอ...

ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหา

ศีรษะเล็กๆ ที่มีเส้นผมยุ่งเหยิงนั่นพิงนิ่งอยู่กับกำแพงหิน ใบหน้าสวยเนียนผงกหงึกๆ แต่ตัวเจ้าของกลับยังคงหลับไม่รู้เรื่อง ท่าทางไร้เดียงสาราวกับเด็กนั้นทำให้อดไม่ได้ที่จะยิ้มมากขึ้นแล้วก้มลงมองให้ชัดๆ

ขนตางอนยาวเป็นแผงหลับพริ้มทาบทับกับแก้มเนียนสีชมพูอมเลือดฝาด ใบหน้าเรียวขยับยุกยิกอย่างรำคาญเส้นผมยุ่งเหยิงของตัวเองที่มาระแก้มก่อนจะใช้มือปัดออกทั้งๆ ที่ยังหลับ เดรโกหัวเราะขำท่าทางนั้น เสียงที่กระซิบเรียกฟังอ่อนโยน

“เอเรียล ฉันมาแล้ว”

ร่างบางสะดุ้ง ดวงตาสีเขียวลืมโพลง ร่างบางผุดลุกขึ้นทันที ใบหน้าสวยฉีกยิ้มกว้างดีใจแบบเด็กๆ

“มารอนานหรือยัง” เขาถาม

อีกฝ่ายรีบส่ายหน้าจนผมฟูกระจาย

“ไม่นาน แต่ถึงกับนั่งหลับสัปหงกเป็นนกอยู่เนี่ยนะ” เด็กหนุ่มแกล้งล้อ

ใบหน้าสวยทำแก้มป่องเมื่อถูกจับได้

เดรโกทำท่าจะแซวต่อแต่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้อง...จากท้องของเขาเอง…
เด็กหนุ่มรีบเอามือกุมท้อง....บ้าชะมัด มัวรีบสางงานจนกินข้าวเย็นไปนิดเดียว...แต่ก็ไม่น่ามาทำขายหน้าต่อหน้ายัยนี่นี่เฟ้ย เจ้าของด่ากระเพาะที่ทำพิษผิดเวลา

ใบหน้าที่กำลังงอนเลยกลายเป็นอมยิ้มขำบ้าง

“อะไรเล่า คนมันหิวไม่ได้หรือไง” คนที่โดนล้อกลับทำท่าเขิน

เอเรียลทำท่าหัวเราะคิกก่อนจะเดินไปยังบันไดที่ตนเองนั่งอยู่เมื่อครู่ หยิบตะกร้าหวายใบเล็กๆ ขึ้นมาแล้วยื่นขนมปังก้อนกลมให้

“เห เอามาจากไหนเนี่ย !” เดรโกทำท่าอึ้ง มองไปในตะกร้านอกจากขนมปังยังมีนมกับน้ำฟักทองใส่ขวดไว้เรียบร้อย “อย่าบอกนะว่าเธอเสกของได้ ฉันจะคิดว่าเธอเป็นนางฟ้าจริงๆแล้วนะ!” เขาอุทาน

คนเพิ่งถูกยกฐานะเป็นนางฟ้าเลยหลุดหัวเราะขำทั้งที่ไม่มีเสียงก่อนจะส่ายหน้า

“ไม่ใช่ งั้นไปเอามาจากไหนล่ะ”

เด็กสาวทำมือแตะๆ ราวกับวัดความสูงที่เอวตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนมาเติมหูบนศีรษะ

“ตัวเล็กๆ ? มีหูยาวๆ ด้วย?” เดรโกลองนึก “อย่าบอกนะว่าพวกเอลฟ์น่ะ”

คนตอบพยักหน้าหงึกหงักทันที

“เธอรู้จักพวกเอลฟ์ของโรงเรียนด้วยเหรอเนี่ย”พรีเฟ็คบ้านสลิธิรินพึมพำ แล้วมือเล็กของคนตรงหน้าก็เอื้อมมาดึงมือเขา อีกมือชี้ไปที่บันได “โอเคๆ รู้แล้วล่ะว่าเธออยากดูพระจันทร์ งั้นไปกันเหอะ” เขาดึงตะกร้าหวายมาถือเสียเองแล้วจูงมือคนตัวเล็กกว่าขึ้นไปยังหอคอย

..........................................................................................................................................................................

“มิสเตอร์มัลฟอย.....มิสเตอร์มัลฟอย!”

เสียงเรียกดุนั้นดังขึ้นจนเดรโกสะดุ้งโหยง มักกานากัลมายืนอยู่หน้าโต๊ะเรียนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ครับ ศาสตราจารย์” เขารับคำพลางต่อว่าตัวเองในใจ....เผลอนั่งเหม่อในคาบวิชาแปลงร่างได้ยังไงกันเนี่ย ดูสิ...เพราะยัยนั่นแท้ ๆ....คิดแบบหมันไส้กึ่งเอนดู...กี่คืนแล้วนะที่เขาไปนั่งเป็นเพื่อนเด็กสาวมองจันทร์เพ็ญที่ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างเป็นเดือนเสี้ยวมากขึ้น

“หากว่างานเดินตรวจตอนกลางคืนมันรบกวนเวลาพักผ่อนล่ะก็.....” มักกานากัลป์เตือนเสียงขรึม “เธอจะแบ่งให้พรีเฟ็คคนอื่นช่วยบ้างก็ได้นะ มิสเตอร์มัลฟอย”

“ไม่เป็นไรครับ ศาสตราจารย์” เดรโกรีบพูดพยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติ

“งั้นช่วยอ่านหนังสือหน้า 51 ให้หน่อยสิ”

“ครับ” เด็กหนุ่มเปิดหนังสือ ทฤษฏีจิตให้สำนึกเรื่องเกี่ยวกับเพศของมักเกิ้ล...นี่เรียนมาถึงไหนแล้วเนี่ย ท่าทางคืนนี้ต้องหิ้วหนังสือไปอ่านระหว่างอยู่กับเอเรียลเสียแล้ว...

“เมื่อปี 19... คาร์ล กุสสตาฟ จุง (Carl Gustrave Jung) นักจิตวิทยาชาวสวิส ได้เสนอทฤษฏี Anima/Animus ในวงการนักจิตวิทยาของมักเกิ้ล ทฤษฏีนี้กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนเมื่อแรกเกิดนั้น จิตสำนึกจะไม่มีการแบ่งเพศสถานะ (Gender) ตามเพศสภาวะ (sex) ที่เป็นอยู่ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อเกิดมา คนเรามีทั้งความเป็นเพศหญิงและเพศชายอยู่ในจิต...”

อ่านมาถึงตรงนี้ เดรโกสะดุดกึกเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ นักเรียนคนอื่นก็เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจเช่นกัน (ยกเว้นเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ ที่เตรียมอ่านบทเรียนนี้มาเรียบร้อยแล้ว)

มักกานากัลป์ทำสัญญาณให้อ่านต่อ เด็กหนุ่มจึงก้มหน้าลง

“...แต่การเลี้ยงดูและการกล่อมเกลาทางสังคมทำให้จิตมนุษย์กำหนดเพศของตนตามเพศสภาวะ (sex) เช่น การให้เด็กผู้ชายเล่นของเล่นจำพวกรถจำลอง และให้เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตา ซึ่งเป็นลักษณะตามเพศที่กำหนดโดยสังคม เมื่อเติบโตขึ้น เด็กเหล่านั้นจึงมีความเป็นชาย-หญิง ตามที่ถูกสั่งสอน”

เดรโกเปิดหนังสือหน้าต่อไป “….และความเป็นเพศอีกเพศหนึ่งนั้น จะถูกกดลงไปอยู่ในส่วนของจิตใต้สำนึก ทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนั้นว่า Anima คือ ความเป็นเพศหญิงในตัวผู้ชาย และ Animus ความเป็นเพศชายในตัวผู้หญิง ซึ่งทั้ง Anima และ Animus มักจะไม่แสดงตัวออกมา ยกเว้นในบางกรณี…”

“ขอบใจมากมิสเตอร์มัลฟอย” อาจารย์สอนแปลงร่างพยักหน้า เด็กหนุ่มร่างสูงจึงทรุดนั่งลงตามเดิม

ดีน โทมัสยกมือขึ้นถาม “อาจารย์ครับ งั้นก็หมายความว่า ความจริงแล้วพวกเราไม่ได้มีความเป็นชาย-หญิงตั้งแต่เกิด แต่มีเพราะถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นแบบนั้นหรือครับ”

มักกานากัลอธิบายต่อ “นี่เป็นเพียงทฤษฎีของมักเกิ้ลน่ะ มิสเตอร์โทมัส แต่เราอาจจะสังเกตได้ว่า เด็กผู้ชายที่ถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่มีผู้หญิงอยู่มากก็อาจจะมีนิสัยนุ่มนวลเหมือนผู้หญิงได้” เธอว่าพลางเดินกลับไปหน้าห้อง

“แต่สิ่งที่เราจะนำมาใช้ในการเรียนแปลงร่างสลับเพศคือ การเรียกเอาตัว Anima/Animus ในจิตของพวกเธอมาใช้ ดังนั้นพวกเธอจึงต้องเรียนรู้ที่จะคุยกับจิตใต้สำนึกอีกเพศหนึ่งของตัวเองแล้วล่ะนะ”

เสียงงึมงำดังขึ้นทั่วห้องอีกครั้ง

“ตัวฉันที่เป็นผู้ชายเนี่ยนะ...” เสียงปาราวตี พาร์ติลซุบซิบกับลาเวนเดอร์ บราวน์อยู่ที่โต๊ะด้านหลังของเดรโก เขาเองก็ยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้นัก

“เอาล่ะ เราจะลองใช้คาถากันก่อน ขอให้ทุกคนหลับตาแล้วว่าคาถาตามนี้...” เสียงมักกานากัลถูกแทรกด้วยเสียงเคาะประตู

มาดามพรอมพรีย์ยืนอยู่พร้อมกับยิ้มนิดๆ “ขอโทษนะคะ มิเนอร์วา แต่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ขอยืมตัวมิสเตอร์มัลฟอยสักครู่ค่ะ” เธอบอกแล้วมองมาที่เด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่เงยหน้าขึ้นทันที

“เชิญค่ะ, มิสเตอร์มัลฟอย เธอถามจากมิสเตอร์ซาร์บินีเรื่องคาถาของวันนี้นะ จะได้ตามทันในคาบต่อไป”

“ครับ ศาสตราจารย์” เดรโกพูดพลางเก็บของ ดัมเบิลดอร์เรียกตัวเขา...ท่าทางจะเรื่องนั้นแน่ๆ พวกอาจารย์ก็รู้ไวเหมือนกันแฮะ....

เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปยังประตู ร่างสูงก้าวผ่านโต๊ะที่เด็กหนุ่มผมดำแห่งบ้านกริฟฟินดอร์นั่งอยู่กับเพื่อนๆ...ใบหน้าเรียวของฝ่ายนั้นค่อนข้างเผือดแต่ก็ไม่ซีดเซียวอย่างเมื่อหลายวันก่อน

หน้าตาดูดีขึ้นนี่นา....ท่าทางคงจะยอมเสียฟอร์มไปรักษาแล้วสิ เดรโกคิดพลางเหยียดริมฝีปากเป็นยิ้มแบบกวนๆ ให้อีกฝ่าย แต่กลับได้หน้าตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของเจ้าวีเซิลที่นั่งอยู่ข้างๆ มาแทน ร่างบางของพอตเตอร์ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเรียนราวกับไม่สนใจว่าเขากำลังเดินผ่าน

ไม่ยอมมองหน้า ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาอีกแล้วนะ....เด็กหนุ่มร่างสูงหน้าบึ้งทันที เขาสาวเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ชิ...วันนั้นปล่อยให้มันล้มนอนตายไปเสียได้ก็ดีหรอก.....

....................................................................................................................................................................

“สวัสดี มิสเตอร์มัลฟอย” ดัมเบิลดอร์เงยหน้าจากกองเอกสารบนโต๊ะทำงานเมื่อเดรโกเดินเข้ามาในห้อง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเวทมนต์ยิ้มนิดๆ เช่นเคย

“ศาสตราจารย์เรียกผมมาถามเรื่องเดินตรวจยามหรือครับ” เด็กหนุ่มชิงพูดออกไปก่อนพลางทรุดลงนั่ง ภาพอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆ ที่ติดอยู่ด้านบนผนังห้องพากันเหลือบมองเขา

ฟอกส์ นกฟินิกส์สีเพลิงบินโฉบผ่านเด็กหนุ่มไปเกาะที่คานไม้ใกล้ๆ กับเก้าอี้ผู้เป็นเจ้าของ ดัมเบิลดอร์ลูบขนของมันก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ฟิลต์เขามารายงานว่า เจอกับดักแปลกๆ ตรงทางเดินชั้น 3 ฝั่งตะวันตกน่ะ เห็นว่าตอนแรกตกใจกันยกใหญ่ เหมือนจะเป็นระเบิดกาวเหนียวของร้านเกมกลวิเศษวิสลีย์....”

ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ลอบยิ้ม เจ้าฟิลต์เป็นคนเจอเรอะ...ค่อยยังชั่วนึกว่าเป็นพวกอาจารย์เสียอีก “อาจจะมีพวกเด็กนักเรียนแอบเอาไปเล่นตอนกลางคืนก็ได้ครับ ผมจะตรวจดูให้ละเอียดมากกว่าเดิม”

“ขอบใจมากนะ มิสเตอร์มัลฟอย” ดัมเบิลดอร์ว่าพลางยิ้ม “อ้อ กล่องสวยดีนะ” คนทักมองไปยังกล่องคริสตัลที่เดรโกวางไว้บนกองหนังสือ

“ของขวัญจากแม่ของผมครับ” เดรโกยิ้มตอบอย่างสุภาพพลางเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อคลุม....เขาคิดไปเองหรือเปล่านะว่าดวงตาสีฟ้าหลังกรอบแว่นทรงจันทร์เสี้ยวมันมีแววขำกึงเอ็นดูปรากฏขึ้นมา

เด็กหนุ่มขอตัวออกมาจากห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ เขาแอบถอนใจเมื่อก้าวออกมา เฮ้อ นึกว่าจะถูกจับได้เสียแล้ว ดีนะที่ดัมเบิลดอร์คิดว่ากับดักนั่นเป็นสินค้าของร้านพวกฝาแฝดติงต๊องบ้านกริฟฟินดอร์ แสดงว่าฝีมือทำกับดักของเขาก็พอใช้ได้สินะ เลียนแบบได้เหมือน

ใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้ม ลงเรื่องกับดักแดงออกมาแบบนี้ คงไม่มีไอ้พวกหนีเที่ยวแอบไปยุ่งวุ่นวายแถมหอคอยตะวันตกแล้วล่ะนะ เขาจะได้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครมาเจอเอเรียลด้วย ยัยนั่นยิ่งชอบเดินไปเดินมาอยู่....

เดรโกคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนมาถึงห้องโถงใหญ่ ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เขาเดินเข้าไปยังโต๊ะของสลิธิรินที่อยู่ในสุดของโถง เมื่อผ่านโต๊ะของกริฟฟินดอร์ก็สังเกตว่าทรีโอของบ้านไม่ได้นั่งอยู่ แถมท่าทางเจ้าพวกบ้านนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่างกันอย่างออกรสอีกต่างหาก

“เมื่อกี้แฮร์รี่จริงๆเหรอ”ปาราวต พาร์ติลกระซิบเสียงไม่ค่อยนัก เดรโกเลยพลอยได้ยินไปด้วย..พอตเตอร์?

“ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ” ลาเวนเดอร์ บราวน์พยักหน้าเห็นด้วย

ดีน โทมัสที่ทำท่าเคลิ้มๆอยู่ก็พูดงึมงำ “น่ารักชะมัด....ฉันเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันไหมเนี่ย”

“เจ้าบ้า....นั่นมันเพราะคาถาเฟ้ย แกจะเบี่ยงเบนหรือไง” เสียงเพื่อนอีกคนแซว

นี่มันอะไรกันฟะ? เดรโกขมวดคิ้วเขาเดินไปทรุดนั่งที่โต๊ะของบ้านแล้วเอ่ยถามเบลซ ซาบินี่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม “เฮ้ย เบลซ เกิดอะไรขึ้นหรือไง ทำไมดูพวกกริฟฟินดอร์มันตื่นเต้นกันแบบนั้น”

เพื่อนนักเรียนบ้านสลิธิรินชะโงกหน้าเข้ามาพูดกระซิบ “ก็เมื่อกี้ ในคาบแปลงร่างหลังจากที่นายออกไปน่ะ มักกานากัลก็ให้เราลองคาถาแปลงร่างสลับเพศ....”

“เออ อันนี้ฉันรู้แล้ว..แล้วไง มีใครแปลงเป็นกระเทยได้หรือไง…” เดรโกถามยิ้มๆกับท่าทางของเพื่อนพลางหยิบแก้วน้ำฟักทองขึ้นมาจิบ

“ม่ายช่าย มันยิ่งกว่านั้นน่ะสิ ตอนแรกก็ไม่มีใครทำได้หรอก ทีนี้มักกานากัลป์ให้พวกเราลองดึงเอา อะไรนะ...อนิมา/อนิมัส..นั่นแหละ ออกมาจากจิตใต้สำนึกใช่มะ....” คนเล่าทำท่าตื่นเต้น “อยู่ดีๆ พอตเตอร์มันก็....”

“พอตเตอร์เรอะ?” เด็กหนุ่มผลบลอนด์เลิกคิ้ว

“เออ พอตเตอร์มันทำได้เฟ้ย...อยู่ดีๆมันก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวน่ารักขึ้นมาเฉยเลย”

“สวยมากๆด้วย” แครบที่นั่งอยู่ด้านหนึ่งของเดรโกทำท่าเคลิ้ม

กอยย์เสริม “ใช่ น่ารักสุดๆ หน้าใส ตาก็สวย”

แพนซี่ พาร์กินสันทำหน้าหงิก “เชอะ ก็ไม่สวยเท่าไหร่หรอกน่า” พูดแบบนั้นแต่น้ำเสียงบอกชัดว่าคนพูดก็อิจฉาอยู่ไม่น้อย

“ท่าทางฉันจะพลาดอะไรดีๆไปสินะ” คนฟังพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก โธ่เอ๊ย นึกว่าอะไร...แค่พอตเตอร์แปลงร่างเป็นผู้หญิงได้เท่านั้นเอง “แล้วหมอนั่นมันไปไหนเสียล่ะ” เขาถาม

“หลังจากแปลงร่างเป็นแบบนั้นได้แป๊บนึงหมอนั่นก็กลับสภาพเดิม แล้วก็เป็นลมไปเลย” เบลซสรุป

“อ๋อเหรอ” เดรโกจ้องมองเก้าอี้ว่างเปล่าที่โต๊ะบ้านกริฟฟินดอร์ก่อนจะลงมือกินอาหาร...น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เห็นภาคผู้หญิงของพอตตี้...

เผื่อ...จะได้เก็บเอามาล้อเลียนหมอนั่นต่อทีหลังไงล่ะ.....

...............................................................................................................................................................................

“นี่ เอเรียล, เธอว่าอย่างฉันเนี่ย ถ้าเป็นผู้หญิงจะหน้าตายังไงนะ”

เดรโกเอ่ยปากถามขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งกินอาหารว่างยามดึกกันใต้ชายคาของระเบียงหอคอยตะวันตก ทำเอาคนตัวเล็กที่กำลังยกแก้วนมขึ้นดื่มเกิดสำลักขึ้นมาเฉยๆ ใบหน้าเรียวเบิกตากว้างพร้อมกับทำท่าอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจปนขำ

“เฮ้ย ไม่ใช่ๆ ฉันไม่ได้อยากจะเป็นผู้หญิงนะ” เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “แค่มันเกี่ยวกับวิชาเรียนแปลงร่างของฉันน่ะ”

คนที่ได้รับการอธิบายเรียบร้อยเลยพยักหนาหงึกหงัก ก่อนจะกอดอก เอียงคอมองหน้าเขาพร้อมกับแกล้งทำคิ้วย่นแบบคิดหนัก

“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า อย่างฉันน่ะ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องสวยแน่นอนอยู่แล้ว” คุณชายบ้านสลิธิรินพูดแบบกึ่งล้อเล่นกึ่งอวด คนตัวเล็กกว่าเลยหลุดหัวเราะออกมาทั้งที่ไม่มีเสียง

“นี่ ไม่ต้องมาขำเลย” เขาว่าพลางดึงจมูกโด่งของอีกฝ่ายเล่นจนเจ้าของจมูกย่นหน้าหนี พระจันทร์เบื้องบนกลายเป็นเสี้ยวบาง ลมหนาวพัดวูบเข้ามาพร้อมกับฝุ่นผงจนทั้งสองต้องรีบหลับตา

“อุ๊บ...แค่ก แค่ก.” เดรโกปัดใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นของตันก่อนจะบ่น “ท่าทางต้องตามพวกเอลฟ์มาทำความสะอาดหอคอยบ้างแล้ว เอเรียล ฝุ่นเข้าตาเธอรึเปล่า”

อีกฝ่ายส่ายหน้าดุกดิกพลางใช้มือป้ายแก้มที่เปรอะเปื้อนของตัวเอง “เอ้า ทำแบบนั้นยิ่งเลอะไปกันใหญ่ มานี่มา เดี๋ยวเช็ดให้” เดรโกดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากเสื้อคลุมแล้วใช้มันปัดฝุ่นออกจากหน้าเรียวเบาๆ

“เลอะหมดเลยแฮะ” เขาพูดปนหัวเราะ...ก่อนจะนิ่งตะลึงกับภาพตรงหน้า

แสงจันทร์อ่อนสลัวส่องให้เห็นใบหน้าสวยที่หลับพริ้ม ขนตางอนยาวทาบทับกับแก้มเนียนนั้นทำให้ไม่สามารถละสายตาไปได้ ริมฝีปากอิ่มสีชมพูนั้นยิ่งดึงดูดให้เด็กหนุ่มก้มหน้าลงไปหา ใกล้ขึ้น...เรื่อยๆ

“ฮัดชิ่ว!”

อีกฝ่ายหลุดจามออกมาเสียงเบาราวกับแมว แต่ก็ทำให้เดรโกได้สติดึงตัวเองออกมาจากภวังค์

เมื่อกี้เรากำลังจะทำอะไร? นายบ้าไปแล้วเหรอ เดรโก มัลฟอย?

ร่างสูงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่อยากให้ยัยนั่นเห็นหน้าตาตอนนี้ของตัวเองเลย “เอ่อ เอเรียล ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระ ขอกลับก่อนนะวันนี้” เขาพูดพลางหันหลังกลับ ไม่ยอมสบตากับใบหน้านวลที่มองตามอย่างงุนงง

เด็กหนุ่มทำท่าจะก้าวเดินออกไป แต่เสียงเรียกเบาแผ่วทำให้ต้องสะดุดกึก

“เดร....”

เดรโกหันขวับกลับไป เด็กสาวตรงหน้าเขากำลังกระพริบตาอย่างงุนงงไม่แพ้กัน

“เดี๋ยว เมื่อกี้เธอว่ายังไงนะ เอเรียล” เสียงถามราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า

ใบหน้าเรียวอ้าปากแล้วพยายามเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง “เดร....”

ใบหน้าหล่อเหล่าของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที “เอเรียล เธอพูดได้แล้ว!” เขารีบก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าดีใจไม่ต่างกัน คว้าคนตัวเล็กมากอดแน่น

“โอ๊ย ดีใจชะมัดเลย” เขาว่าพร้อมกับเขย่าคนในอ้อมแขน

“เดร”

“อือ นั่นแหละชื่อฉัน เรียกอีกสิ เอเรียล” เดรโกพูดปนหัวเราะ

“เดร, เดร” เสียงหวานใสเรียกเขาอีกครั้ง พร้อมกับลมหนาวที่พัดพาเอาเสียงหัวเราะยินดีของทั้งคู่ให้ลอยไปยังท้องฟ้า เบื้องบนดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอย่างสงบพร้อมดวงดาวที่เริ่มส่องแสงวิบวับราวกับร่วมยินดีไปด้วย